[Tips] 11 วิธีเตรียม iPhone ให้พร้อม ก่อนไปเที่ยวต่างประเทศ!!

 24 มิถุนายน 2016, 23:07 น.
 หมวดหมู่: Tips & Tricks
 

 

ips037

สวัสดีครับ สำหรับช่วงนี้ใครที่กำลังจะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ วันนี้เรามีทิป เทคนิคดีๆ เกี่ยวกับการใช้งาน iPhone ในต่างประเทศมาฝากครับ จะมีอะไรบ้าง เรามาดูกันเลยยย!!

รู้จักกับ Airplane Mode

ios9-control-center-icons-airplane

สำหรับ Airplane Mode หรือบางคนอาจจะเรียกว่า Flight Mode เป็นโหมดที่ถูกออกแบบมาให้ใช้สำหรับบนเครื่องบินครับ โดยเมื่อเปิดโหมดนี้ เครื่องจะทำการตัดสัญญาณทุกอย่างที่จะรบกวนเวลาอยู่บนเครื่อง เช่นสัญญาณโทรศัพท์, สัญญาณ Wi-Fi, สัญญาณ Bluetooth เป็นต้น ดังนั้นเมื่อเปิดโหมดนี้แล้ว เครื่องเราก็จะโทรไม่ได้, เล่นเน็ตไม่ได้ ทำได้แค่เล่นเกมหรือดูหนังฟังเพลง เหมือนเป็น iPod touch เครื่องนึงครับ

โดยเราสามารถเปิดโหมดเครื่องบินนี้ได้จากตัว Control Center เลย ด้วยการลากนิ้วจากขอบจอด้านล่าง ปุ่มเปิดปิดจะ Airplane Mode จะอยู่ที่มุมซ้ายบนของ Control Center ครับ เมื่อเปิดแล้วแถบสัญญาณ จากชื่อเครือข่ายก็จะกลายเป็นรูปเครื่องบิน

ios9-3-control-center-hero-2

ซึ่งการใช้งาน iPhone บนเครื่อง แต่ละสายการบินจะมีข้อกำหนดที่แตกต่างกันไปครับ เช่นบางสายการบินต้องปิดเครื่องเวลาขึ้นกำลังขึ้นและลง แต่สามารถใช้งานอุปกรณ์อิเล็กโทรนิคได้เวลาไฟแจ้งเตือนรัดเข็มขัดดับ (บางสายการบินมีบริการ Wi-Fi ให้ด้วย) แต่บางสายการบินก็ไม่อนุญาตให้เปิดใช้งานเลยตลอดการเดินทาง อันนี้ก็ต้องลองสอบถามกับทางแต่ละสายการบินที่ไปใช้บริการดูครับ

 

โทรศัพท์กลับไทย

การโทรกลับไทยก็มีหลายวิธีที่สามารถทำได้ครับ วิธีที่น่าจะประหยัดที่สุด นั่นก็คือการโทรผ่านเน็ตด้วยแอพต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการ FaceTime, โทรผ่าน Line หรือการใช้ Skype ซึ่งบริการเหล่านี้เพียงแค่เชื่อมต่อ Wi-Fi ก็สามารถโทรได้ฟรีแล้วครับ (แต่ถ้าหากโทรผ่าน 3G/4G ก็จะถูกคิด data ที่ใช้)

2013-08-26_09-38-25__Phone_iOS7_App_Icon_Rounded

ซึ่งการโทรผ่านแอพพวกนี้ก็มีข้อจำกัดเล็กน้อยตรงที่มันก็ยังไม่เหมือนการโทรศัพท์ปกติครับ ดังนั้นถ้าหากใครที่ต้องติดต่องาน มีคนโทรเข้าบ่อยๆ อันนี้ต้องเปิดบริการ Roaming ในต่างประเทศ ซึ่งอัตราค่าโทรก็จะค่อนข้างสูงกว่าในไทยเล็กน้อย โดยอาจจะมีค่าใช้จ่ายทั้งการโทรออกและการรับสาย ซึ่งในแต่ละประเทศ แต่ละเครือข่ายจะมีการคิดเงินที่ต่างกันออกไปครับ

สำหรับการเปิด Roaming อย่าลืมเลือกเครือข่ายที่อยู่ในต่างประเทศให้ตรงกับที่กำหนดด้วยนะครับ โดยปกติแล้ว iPhone จะเลือกเครือข่ายให้อัตโนมัติ แต่ถ้า iPhone เลือกเครือข่ายให้ไม่ถูกต้อง เราสามารถเข้าไปเลือกเครือข่ายเองได้ที่ Settings > Carriers > เลือก Automatic เป็นปิด แล้วรอซักพักจะมีลิสเครือข่ายขึ้นมา ให้เลือกเครือข่ายตามที่แพคเกจกำหนดครับ

อีกทางเลือกคือการใช้งาน Wi-Fi Calling ครับ เครือข่ายต่างๆ ในไทยอย่าง dtac, AIS และ TrueMove H ได้รองรับบริการ Wi-Fi Calling แล้ว โดยของเครือข่าย dtac และ AIS จะสามารถใช้งานผ่านแอพโทรศัพท์ปกติได้เลย ส่วน TrueMove H จะต้องลงแอพแยก

ในการใช้งาน Wi-Fi Calling จะเปลี่ยนสัญญาณ Wi-Fi ให้เป็นสัญญาณโทรศัพท์ครับ ต่อให้เราตั้ง Airplane Mode ไว้ แต่ถ้าหากเครื่องเชื่อมต่อกับ Wi-Fi อยู่ เราก็จะสามารถโทรออก/รับสายได้ตามปกติ (อย่างสำหรับเครือข่าย dtac จะมีขึ้นที่ชื่อเครือข่ายเลยว่า dtac Wi-Fi Calling แสดงว่าสามารถโทรผ่าน Wi-Fi ได้ แต่ถ้าไม่ขึ้นก็จะคิดตามเรทโทรทางไกลปกตินะครับ) โดยที่ค่าบริการถึงแม้จะอยู่ต่างประเทศ ก็จะคิดตามแพคเกจเหมือนโทรอยู่ในประเทศไทยครับ ช่วยเพิ่มความสะดวก และลดค่าใช้จ่ายในการโทรต่างประเทศได้ (รายละเอียดการใช้งานของแต่ละค่ายอาจจะต่างกันออกไป ลองเช็คกับทางเครือข่ายดูอีกทีด้วยนะครับ ^ ^)

wifi-calling-th_head

การเล่นเน็ตในต่างประเทศ

ถ้าไม่ต้องการใช้ 3G/4G เมื่ออยู่ต่างประเทศ

สำหรับใครที่กะว่าไม่เปิดแพคเกจ Data Roaming ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่าน 3G/4G ในต่างประเทศแน่ๆ สามารถตั้งปิดการใช้งาน data จากตัวเครื่องได้ด้วยการเข้าไปตั้งที่ Settings > Cellular > เลือก Cellular Data เป็นปิด ก็จะเป็นการปิดการใช้งาน Cellular จากตัวเครื่องแล้วครับ

แต่สำหรับใครที่กลัวเน็ตไหล อาจจะด้วยการเผลอไปโดน เวลามีแอพถามว่าจะเปิด Cellular ไหม ก็สามารถตั้งปิดเน็ตได้จากทางเครือข่ายเช่นกันครับ โดยแต่ละเครือข่ายจะมีเบอร์สำหรับกดปิดการใช้งาน data ดังนี้

dtac : กด *124*3# แล้วโทรออกเพื่อปิดการใช้งาน Data Roaming, กด *124*4# แล้วโทรออกเพื่อเปิดการใช้งาน Data Roaming

AIS : กด *129*1# แล้วโทรออกเพื่อปิดการใช้งาน Internet, กด *129*2# แล้วโทรออกเพื่อเปิดการใช้งาน Internet

TrueMove H : กด *113*2# แล้วโทรออกเพื่อปิดการใช้งาน Internet, กด *113*1# แล้วโทรออกเพื่อเปิดการใช้งาน Internet

แค่นี้ก็จะไม่สามารถใช้งาน 3G/4G เวลาไปต่างประเทศได้แล้วครับ

 

ถ้าต้องการใช้ 3G/4G เมื่ออยู่ต่างประเทศ

สำหรับใครที่ต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตเวลาไปเที่ยว จริงๆ แล้วมีทางเลือกหลายทางครับ แต่ละอย่างก็จะมีข้อดีที่ต่างกันออกไป เช่นใช้บริการการเช่า Pocket Wi-Fi ที่มีซิมให้เรียบร้อย อันนี้ก็จะมีข้อดีตรงที่ถ้าหากไปกันหลายคนก็จะสะดวกครับ มีเน็ตใช้กันทุกคน มือถือก็ประหยัดแบตขึ้นด้วย เพราะต่อแค่ Wi-Fi แต่ข้อเสียก็คือต้องมาดูแลอุปกรณ์เพิ่มอีกตัวและที่เที่ยวบางที่ปลั๊กค่อนข้างจำกัด เจ้า Pocket Wi-Fi ก็แย่งช่องชาร์จไปแล้วช่องนึงเช่นกัน

หรือการซื้อซิมจากที่นั่น ก็เป็นทางเลือกที่อาจจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ครับสำหรับใครที่ไปเที่ยวที่มีระยะเวลานานหลายวัน แต่ก็มีข้อเสียคือต้องเปลี่ยนซิม ไม่ได้ใช้ได้เลยทันทีตั้งแต่ลงเครื่อง (ประสบการณ์ตรงของทีมงานคือไปซื้อซิมในร้านสะดวกซื้อของต่างประเทศครับ ร้านมีขายซิมแต่ไม่มีที่ถอดถาดซิม กว่าจะหาได้ก็แอบวุ่นวายพอตัว ดังนั้นใครที่คิดว่าจะซื้อซิมที่นั่น อย่างลืมพกที่ถอดถามซิมไปด้วยนะครับ เพราะร้านที่ไม่ใช่ร้านขายมือถืออาจจะไม่มีให้)

อีกวิธีคือการสมัครแพคเกจ Data Roaming เอาไว้ก่อนไปเที่ยวต่างประเทศ โดยปัจจุบันราคาแพคเกจก็สมเหตุสมผลมากขึ้น ไม่ได้แพงเหมือนเมื่อก่อนแล้วครับ ข้อดีของวิธีนี้คือค่อนข้างจะสะดวกครับ ไม่ต้องเปลี่ยนซิม แค่สมัครแพคเกจไว้ ไปถึงก็เลือกเครือข่ายตามที่ระบบแจ้งไว้ก็สามารถใช้งานได้เลย รวมถึงใช้งานโทรออก/รับสายเบอร์เดิมได้ ดังนั้นต้องลองคำนวนดูครับว่าในประเทศที่ไป ส่วนต่างระหว่างสมัครแพคเกจ Data Roaming กับซื้อซิมใหม่ต่างกันแค่ไหน ถ้าไม่ต่างกันมาก วิธีนี้ก็ได้ความสะดวกมากกว่าไปอีกแบบเช่นกัน

สำหรับใครที่เปิดใช้งาน Data Roaming แต่ละประเทศ ก็จะมีเครือข่ายที่สามารถใช้งานได้แตกต่างกันออกไปครับ ขึ้นอยู่กับว่าในประเทศนั้นๆ เครือข่ายของเราได้ทำสัญญาไว้กับเครือข่ายไหน (ซึ่งปกติจะมี sms แจ้งเตือนมาบอกให้เราเลือกเครือข่ายใด ข้อนี้สำคัญมาก ต้องเลือกเครือข่ายให้ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้)

ถ้าหาก iPhone เลือกเครือข่ายให้ไม่ถูกต้อง เราสามารถเข้าไปเลือกเครือข่ายเองได้ที่ Settings > Carriers > เลือก Automatic เป็นปิด แล้วรอซักพักจะมีลิสเครือข่ายขึ้นมา ให้เลือกเครือข่ายตามที่แพคเกจกำหนดครับ

 

สรุปการตั้งค่า iPhone เวลาไปต่างประเทศ

ไม่ต้องการโทรออก/รับสาย และไม่ใช้ 3G/4G : ตั้งเปิด Airplane Mode ตลอดการไปเที่ยวได้เลย แต่ยังสามารถเปิด Wi-Fi เพื่อเล่นเน็ตตามสถาที่ต่างๆ ได้

ต้องการโทรออก/รับสายได้ แต่ไม่ใช้ 3G/4G : ติดต่อเพื่อเปิดบริการ Roaming กับทางเครือข่ายก่อน เลือกเครือข่ายในต่างประเทศให้ถูกต้องเมื่อไปถึง และให้ไปตั้งปิดการใช้งาน Cellular Data ตั้งแต่ก่อนเดินทาง หรือติดต่อเพื่อปิดการใช้งาน data กับทางเครือข่ายก่อนเดินทางเช่นกัน

ต้องการใช้งาน 3G/4G ในต่างประเทศด้วย : ติดต่อกับทางเครือข่ายเพื่อสมัครแพคเกจ Data Roaming ก่อน เมื่อไปถึงให้เลือกเครือข่ายในต่างประเทศให้ถูกต้อง (สำคัญมาก) และในตัวเลือก Cellular Data Options หน้า Cellular ให้เปิด Data Roaming ไว้ครับ

รายละเอียดเพิ่มเติม ดูได้จากบทความนี้ครับผม

ips036

 

เพลง

Screen Shot 2559-04-25 at 9.42.23 PM

เมื่อพูดถึงการเดินทาง สิ่งที่เราอาจจะเจอคือการนั่งรถบัส/รถไฟเป็นเวลานานๆ ดังนั้นถ้าหากมีเพลย์ลิสเพลงที่ถูกใจติดตัวไปฟังแก้เบื่อด้วยก็ดีครับ

โดยในข้อนี้สำหรับใคที่ใช้บริการฟังเพลงออนไลน์อย่าง Apple Music, Joox, KKbox หรืออื่นๆ ทีมงานอยากแนะนำให้เตรียมเซฟเพลงในเครื่องไว้เป็นแบบฟังออฟไลน์ตั้งแต่ก่อนไปเลยจะดีกว่าครับ จะได้ไม่เปลืองแพคเกจเน็ต 3G/4G ที่เปิดโรมมิ่งไว้มาก (ในกรณีที่อาจจะไม่ใช่แพคเกจ Data Roaming แบบ Unlimited) หรือบางที บางบริการอาจจะไม่รองรับการ Streaming ฟังเพลงออนไลน์จากในต่างประเทศเช่นกัน

 

ดูเวลา

ios-alarm-clockสำหรับ iPhone นั้น เวลาบนเครื่องจะถูกตั้งโดยอัตโนมัติครับ ทันทีที่เราต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ iPhone ก็จะดูว่าเราอยู่ประเทศไหน แล้วตั้งเวลาให้ตรงกับประเทศนั้นเลย แต่ถ้าเวลาไม่ตั้งให้อัตโนมัติ หรือไม่ได้ต่อเน็ต เราสามารถเข้าไปตั้งด้วยตัวเองได้ที่ Settings > General > Date & Time > เลือก Set Automatically เป็นปิด แล้วเลือก Time Zone ด้วยตัวเองครับ

นอกจากนี้ iPhone ยังมีนาฬิกาทั่วโลก หรือ World Clock มาให้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปโหลดเพิ่มนะครับ โดยเข้าไปที่แอพ Clock ในแท็บ World Clock สามารถแตะเครื่องหมาย “+” ได้ที่มุมบนขวา แล้วเลือกเมืองที่ต้องการได้เลย คราวนี้เวลาจะติดต่อกลับมาไทย หรือติดต่อประเทศไหน ก็ไม่ต้องนั่งนับชั่วโมงเดินหน้า ถอยหลังแล้ว

 

เคลียร์เครื่องให้พร้อม

ถึงแม้ว่าเราไปเที่ยวแค่ 3 วัน แต่ก็อาจจะมีรูปไว้ลงเฟส ลง IG เป็น 3 เดือนก็ได้ ดังนั้นเพื่อไม่ให้ถ่ายๆ อยู่เครื่องเต็ม ก็เคลียร์เครื่องตั้งแต่ก่อนไปรอไว้ก่อนเลยก็ได้ครับ โดยปกติ iPhone เวลาถ่ายรูปขนาดจะอยู่ที่ประมาณ 2-3 MB ครับผม (ถ้าหากเปิด Live Photos อาจจะใหญ่กว่านี้)

ดังนั้นก็ลองคำนวนกันดูว่าถ้าเครื่องใกล้เต็ม เราจะลบอะไรก่อน เช่นอาจจะลบเกมที่กินพื้นที่เยอะๆ หรือเอารูปบางส่วนมา Backup เก็บไว้ในคอมแทน แล้วลบรูปที่เก็บไว้ใน iPhone ไป

ทีมงานเคยเขียนบทความเกี่ยวกับการเคลียร์พื้นที่บน iPhone ไว้ด้วยครับ สามารถลองเข้าไปดูกันได้ที่บทความนี้ครับ

 

แผนที่

apple-maps_thumb800

แผนที่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเช่นกันเวลาไปเที่ยวครับ โดยทั้ง Google Maps และ Apple Maps ก็เป็นตัวช่วยที่ดีเลยในการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการหาร้านอาหารใกล้เคียง การหาสถานีรถไฟ และการนำทางไปในที่ต่างๆ

แต่เพื่อความชัวร์ เนื่องจากทั้ง Google Maps และ Apple Maps ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเวลาใช้งาน ดังนั้นทีมงานอยากจะขอแนะนำว่าโหลดแอพที่เป็นแผนที่แบบ Offline ติดเครื่องไว้อีกซักตัวก็ดีเช่นกันครับ เผื่อไปในจุดที่บังเอิญไม่มีสัญญาณ เราจะได้ยังพอหาทางกลับออกมาได้

 

แอพภาษาท้องถิ่น

หลายครั้งที่ก็อาจจะเกิดเหตุการณ์สุดวิสัยได้ เช่น ต้องถามทาง หรือไม่สบาย ปวดหัว ท้องเสีย เป็นต้น แต่ก็ไม่ใช่ทุกประเทศที่เค้าจะพูดภาษาอังกฤษกับเราได้ (หรือบางทีก็เราเองที่พูดอังกฤษไม่ได้) ดังนั้น เพื่อการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพกว่าการใช้ภาษามือ &#%I#^@$ ✊🏼✌🏼👎🏼👐🏼🙏🏼👈🏼

อย่างน้อยพวกแอพ Google Translate ก็น่าจะช่วยในการแปลประโยคสั้นๆ ให้เค้าเข้าใจได้ครับ นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีแอพที่ทำออกมาสำหรับใช้ในการไปเที่ยวโดยเฉพาะ โดยเป็นแอพรวมคำสำหรับใช้ถามทาง/พูดคุยเบื้องต้น/ขอความช่วยเหลือในภาษาต่าง ก็เป็นตัวช่วยอีกทางที่น่าสนใจครับผม

 

Find my Friends

FMF

สำหรับใครที่ไปเที่ยวกับเพื่อน หรือไปเที่ยวกันเป็นกลุ่ม iPhone จะมีแอพที่มากับเครื่องเลย นั่นคือแอพ Find My Friends ที่สามารถให้เราติดตามตำแหน่งของเพื่อนได้ครับ (แต่ต้องต่อ 3G/4G หรือ Wi-Fi อยู่) ดังนั้นสำหรับใครที่ไปเที่ยวด้วยกันแล้วกลัวจะหลง หากันไม่เจอ แอพนี้ก็เป็นตัวช่วยในการติดตามตำแหน่งได้ ข้อดีของ Find my Friends คือจะแชร์ตำแหน่งแบบ Realtime เลย ไม่ต้องส่ง Locations หากันบ่อยๆ

ซึ่งเราสามารถตั้งให้ติดตามตำแหน่งแค่ชั่วคราวก็ได้เช่นกันครับ เช่นไปเที่ยวแค่ 3 วันก็ตั้งแชร์ตำแหน่งเพียงแค่ 3 วัน หลังจากนั้น เพื่อนของเราก็จะไม่สามารถติดตามตำแหน่งของเราได้แล้ว

 

 

ปลั๊กไฟ

MD837

สิ่งที่คู่กับการใช้งาน iPhone อีกอย่าง นั่นก็คือการชาร์จแบตครับ แต่สิ่งที่หลายๆ คนอาจจะลืมนึกถึงก็คือในต่างประเทศ บางประเทศก็ใช้หัวปลั๊กไฟไม่เหมือนกันกับบ้านเรา ดังนั้น จะไปประเทศไหนก็อย่างลืมเชคให้ดีๆ ก่อนว่าประเทศนั้นใช้หัวปลั๊กรูปแบบใด แล้วเตรียมตัวแปลงปลั๊กไฟไปเลย จะได้ไม่ยุ่งยากเวลาไปเที่ยวครับ

 

Medical ID

IMG_0029

สำหรับใครที่มีโรคประจำตัว/ประวัติการรักษา หรือมียาที่แพ้ หรืออะไรก็ตามเกี่ยวกับสุขภาพที่ต้องระวังเป็นพิเศษเวลารักษา iPhone ทุกเครื่องจะมี Medical ID ให้เราใส่ข้อมูลเหล่านี้ เผื่อต้องใช้เวลาฉุกเฉินครับ

โดยเข้าไปที่แอพ Health ที่แท็บขวาสุดด้านล่างจะมีตัวเลือก Medical ID ให้เลือกที่ Create Medical ID ครับผม ในหน้านี้จะให้เรากรอกข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับโรคประจำตัว/การรักษา/ยาที่แพ้ครับ

ประโยชน์ของหน้านี้ก็คือเวลาที่เกิดเหตุฉุกเฉิน เราสามารถใช้หน้านี้ให้ข้อมูลในการรักษาได้ โดยเข้ามาในแอพ Health หรือสำหรับใครที่ตั้งล๊อก Passcode หรือสแกนลายนิ้วมือ ก็สามารถเข้ามาดู Medical ID ได้จากหน้า Lockscreen เช่นกัน โดยเลือกที่ Emergency > Medical ID ครับ

IMG_0031

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับการเตรียม iPhone ก่อนไปเที่ยวต่างประเทศ หวังว่าบทความนี้จะช่วยเป็น Checklist กันพลาด ก่อนไปเที่ยวไหนไกลๆ ได้นะครับ แล้วคราวหน้าเราจะมีอะไรมาฝาก อย่าลืมติดตามกันนะครับ ^ ^


หากมีคำถาม หรือข้อติชมใดๆ ก็สามารถแจ้งเข้ามาได้เสมอ ทาง Facebook ของ iPhone Society หรือ Twitter ที่ @iPhone_Society ครับ ทีมงานพร้อมที่จะรับฟัง และนำไปปรับปรุงการทำงานเสมอครับ

 
Scroll