[Review] รีวิว iPad Pro ขนาด 9.7 นิ้ว ความประทับใจใหม่ ในขนาดที่คุ้นเคย!!

 13 พฤษภาคม 2016, 20:34 น.
 หมวดหมู่: Review
 

หลังจากงานเปิดตัว iPhone SE ไปเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะเล็ง เตรียมจะซื้อกันอยู่ แต่ในงานนี้ก็ไม่ได้มีแค่ iPhone เท่านั้นที่เปิดตัวรุ่นใหม่ ด้าน iPad เองก็มีการเปิดตัวรุ่นใหม่ด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ iPad Pro ขนาดจอ 9.7 นิ้วนั่นเอง

ซึ่งหลังจากวางขายไปในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ตอนนี้ iPad Pro 9.7 นิ้ว ก็มาอยู่ในมือทีมงานเรียบร้อยแล้วครับ ไม่รอช้า เรามาดูกันเลยดีกว่า iPad Pro 9.7 นิ้ว ตัวนี้น่าสนใจยังไง มีอะไรเด็ดๆ บ้าง

แต่ก่อนที่จะเริ่มรีวิว iPad Pro ตัวนี้ เรามาทำความรู้จักกันก่อนครับ ก่อนหน้านี้ถ้าพูดถึง iPad หลายๆ คนน่าจะนึกถึงอยู่ 2 รุ่นคือ iPad Air ที่มีขนาดหน้าจออยู่ที่ 9.7 นิ้ว กับ iPad mini รุ่นน้องเล็กที่มีขนาดหน้าจออยู่ที่ 7.9 นิ้ว

จนล่าสุดในช่วงปลายปีที่ผ่านมา Apple ได้แตกไลน์เพิ่ม เปิดตัว iPad Pro หน้าจอขนาดหน้าจอ 12.9 นิ้ว เพื่อจับกลุ่มลูกค้าในตลาดระดับโปรที่ต้องการใช้ iPad ทำงานจริงจังมากขึ้น โดยนอกจาก iPad Pro จะมาพร้อมกับหน้าจอขนาดมหึมาเกือบ 13 นิ้วแล้ว ก็ยังมีความสามารถเพิ่มเข้ามาหลายอย่างเช่นใช้ชิป A9X พร้อมแรม 4GB (ซึ่งชิปนี้แรงกว่า MacBook อีกด้วย), มาพร้อมลำโพง 4 ตัว, รองรับการใช้งานกับ Apple Pencil สำหรับใครที่จะนำ iPad ไปใช้ทำงานวาดเขียน

แต่ก็แน่นอนว่าหน้าจอขนา 12.9 นิ้วก็คงไม่ได้เหมาะกับทุกคน เนื่องจากการพกพาคงไม่สะดวกเท่ารุ่น 9.7 นิ้วแน่ๆ จึงเป็นที่มาของการเปิดตัว iPad Pro อีกขนาดจอในปี 2016 นี้ครับ โดยที่แทบจะยกความสามารถต่างๆ ของ iPad Pro 12.9 นิ้วมาเลย ให้มาอยู่ในขนาดเครื่องที่คนทั่วๆ ไปยังสามารถใช้งานได้สะดวก แถมสเป็คบางอย่างก็ยังแอบดีกว่า iPad Pro รุ่นพี่อีกด้วย

 

แกะกล่อง iPad Pro 9.7 นิ้ว

สำหรับ กล่องของ iPad Pro 9.7 ก็ยังคงมาในสไตล์เดียวกันกับกล่องของ iPad รุ่นก่อนๆ ครับ ด้านบนกล่องมาพร้อมกับรูปของด้านข้าง iPad Pro ส่วนที่บริเวณด้านข้างจะมีเขียนบอกว่าเป็น iPad Pro เอาไว้ กิมมิคเล็กๆ ที่กล่องของอุปกรณ์ Apple ชอบทำก็คือถ้าหากซื้อสีไหน สีของตัวรูปและชื่อข้างกล่องก็จะเป็นสีนั้นครับ อย่างเครื่องที่รีวิวนี้เป็นสีชมพู Rose Gold ที่กล่องก็จะเป็นสี Rose Gold ด้วยเช่นกัน

เปิดกล่องขึ้นมา จะพบกับพระเอกของเรา ถูกห่ออยู่ในพลาสติกอีกชั้นนึง ส่วนที่อยู่บริเวณด้านล่างของตัวเครื่องจะได้แก่อแดปเตอร์สำหรับเสียบชาร์จขนาด 10 แอมป์ (ชาร์จได้ไวกว่าหัวชาร์จ iPhone ปกติ) คราวนี้ขาเสียบมาเป็นขาแบบพับได้ครับ ถัดมาคือสาย Lightning สำหรับเสียบชาร์จ + ซิงค์ข้อมูล และคู่มือในการใช้งาน iPad เบื้องต้น สำหรับใครที่ซื้อรุ่น Cellular จะมีที่สำหรับจิ้มถอดถาดซิมมาให้อยู่ในนี้ด้วย

และเช่นเคย สำหรับ iPad จะไม่ได้มีหูฟัง EarPod มาให้นะครับ

 

สัมผัสตัวเครื่อง

สำหรับ iPad Pro 9.7 นิ้วที่นำมารีวิวครั้งนี้จะเป็นรุ่น Cellular ความจุ 128GB สี Rose Gold ครับ เรามาดูกันไปทีละส่วนกันเลย สำหรับมิติและขนาดของตัวเครื่อง เรียกได้ว่าแทบจะเท่ากันกับ iPad Air 2 เดิมแบบเป๊ะๆ ครับ จะต่างกันแค่ Detail ในบางจุดเล็กๆ น้อยๆ ที่มีไม่เหมือนกัน

เริ่มจากด้านหน้า ตั้งแต่ iPad Air เป็นต้นมา ขอบด้านข้างของตัวเครื่องจะถูกทำให้เล็กลง เพื่อให้เครื่องไม่ใหญ่เทอะทะจนเกินไป สำหรับสีเครื่องด้านหน้าถ้าหากซื้อสีเงิน, สีทอง และสีชมพู Rose Gold จะได้ด้านหน้าเครื่องเป็นสีขาวครับ ส่วนถ้าซื้อสีเทา Space Grey จะได้ด้านหน้าเป็นสีดำ

บริเวณด้านบนของ iPad Pro จะมีกล้องหน้าอยู่ครับ (FaceTime HD Camera) โดยกล้องหน้าจะมีขนาด 5 ล้านพิกเซลแบบเดียวกันกับใน iPhone 6s

ส่วนบริเวณด้านล่างจะมีปุ่ม Home อยู่ครับ ซึ่งตั้งแต่ iPad Air 2 เป็นต้นมา ปุ่มโฮมของ iPad จะเป็น Touch ID สามารถสแกนลายนิ้วมือได้ ถ้าใครลองสังเกตที่บริเวณวงแหวนรอบ Touch ID จะเป็นสีเดียวกับตัวเครื่องด้านหลังด้วยนะครับ

บริเวณด้านหน้าของเครื่องจะมีเซนเซอร์วัดแสงแอบอยู่ด้วยอีก 4 ตัวครับ ซึ่งเราจะมองไม่เห็นตัวเซนเซอร์นี้เลย โดยเซนเซอร์ 4 ตัวจะถูกใช้กับฟีเจอร์หน้าจอ True Tone ซึ่งมันคืออะไรเดี๋ยวเราจะพูดถึงอีกทีครับ

สีเงิน iPad Air | สีทอง iPad Air 2 | สีชมพู iPad Pro

ถัดมา เรามาดูด้านข้างแต่ละข้างของเครื่องกันครับ บอดี้ด้านข้างของ iPad Pro จะเป็นอลูมิเนียมชิ้นเดียวกับด้านหลังของเครื่องครับ ขอบระหว่างจอด้านหน้ากับตัวด้านข้างเครื่องจะเป็นอลูมิเนียมแบบขัดมัน ส่วนด้านข้างและด้านหลังของเครื่องจะเป็นอลูมิเนียมแบบด้านครับ

ความหนาของเครื่อง iPad Pro จะเท่ากันกับ iPad Air 2 แบบเป๊ะๆ เลย ซึ่งบางกว่า iPad Air อยู่เล็กน้อยพอให้รู้สึกได้ครับ

ที่บริเวณด้านข้างขวาของเครื่อง บริเวณด้านบนจะมีปุ่มปรับ Volume อยู่ครับ ซึ่งใครที่ใช้ iPad รุ่นเก่าๆ มาอาจจะคุ้นกับการที่ iPad มีสวิทช์ล๊อกจอ แต่ตั้งแต่ iPad Air 2 เป็นต้นมา Apple ได้ย้ายสวิทช์ล๊อกหน้าจอไปอยู่ให้ตั้งค่าผ่าน Control Center แทน สำหรับใครที่ใช้รุ่น Cellular ในด้านขวาของตัวเครื่องจะมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดอยู่

บริเวณด้านซ้ายของตัวเครื่อง จาก iPad รุ่นก่อนๆ ที่จะเป็นแถบโล่งๆ ใน iPad Pro ตัวนี้ได้เพิ่มพอร์ท “Smart Connector” เข้ามาครับ พอร์ทต้วนี้จะมีหน้าที่ให้ไว้สำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมต่างๆ อย่างเช่นเอาไว้ต่อกับคีย์บอร์ดเป็นต้น และด้านข้างซ้ายของเครื่องยังซ่อนแม่เหล็กสำหรับติด Smart Cover เช่นเคย แต่ iPad Pro จะไม่สามารถใช้ Smart Cover ของ iPad Air ได้นะครับ จะต้องเป็น Smart Cover รุ่นใหม่ที่ทำมาสำหรับ iPad Pro ครับ

บริเวณด้านล่างของเครื่องจะคล้ายกับ iPad Air 2 คือมีพอร์ท Lightning สำหรับเสียบชาร์จและมีลำโพงอยู่ 2 ตัวขนาบซ้ายขวา ตำแหน่งของลำโพงตัวนี้จะต่างจากใน iPad Air 2 เล็กน้อยครับ

ส่วนที่ด้านบนของตัวเครื่อง จะมีลำโพงอีก 2 ตัวด้วยเช่นกัน รวมแล้ว iPad Pro จะมีลำโพงทั้งหมด 4 ตัวเลยทีเดียว และมีปุ่มเปิด/ปิดเครื่อง ช่องเสียบหูฟังอยู่ข้างของลำโพงทั้งสองด้าน

สำหรับรุ่น Cellular จะมีแถบรับสัญญาณอยู่ด้านบนครับ ตรงนี้มีความต่างจากรุ่นเดิมเพราะแต่ก่อนแถบรับสัญญาณจะเป็นแถบพลาสติกใหญ่ๆ ไปเลย แต่ใน iPad Pro ตัวนี้ได้เปลี่ยนมาเป็นเส้นเล็กๆ สไตล์เดียวกันกับ iPhone ซึ่งตรงนี้ค่อนข้างสวยขึ้นกว่าพอตัวเลย

ส่วนด้านหลังของ iPad Pro จะมีกล้องหลัง (iSight Camera) อยู่ครับ ซึ่งมีความละเอียด 12 ล้านพิกเซลแบบเดียวกันกับที่อยู่ใน iPhone 6s เช่นกัน มีไมโครโฟน 2 ตัวช่วยในการอัดเสียง ตัวนึงอยู่ข้างตัวกล้อง อีกตัวอยู่เหนือปุ่ม Volume

ตัวกล้องตัวนี้จะยื่นออกมาจากตัวเครื่องเล็กน้อยนะครับ หน้าตาเป็นสไตล์เดียวกันกับ iPhone 6/6s, iPod touch รุ่นใหม่

สิ่งที่เพิ่มเข้ามาใน iPad ครั้งแรกนั่นก็คือไฟแฟลชครับ ตัว iPad Pro ตัวนี้มาพร้อมกับแฟลชแบบ True Tone คือมีหลอด LED 2 สี ช่วยผสมสีของแฟลชออกมาให้ดูสมจริงมากยิ่งขึ้น

หลังจากดูตัวเครื่องกันไปแล้ว ทีนี้เราจะมีดูความสามารถใหม่ๆ ที่เพิ่มเข้ามาใน iPad Pro ตัวนี้กันครับ

 

หน้าจอ

ซ้าย iPad Air 2 | ขวา iPad Pro 9.7″

สำหรับหน้าจอของ iPad ตั้งแต่ iPad Air 2 เป็นต้นมา จะรวมชิ้นกระจกด้านหน้าเข้ากับตัวแผงจอ ซึ่งทำให้ตัวเครื่องบางลงกว่าเดิม รู้สึกแตะแล้วใกล้จอจริงๆ มากกว่า iPad รุ่นก่อน ซึ่งถ้าใครลองเคาะจอเบาๆ จะสังเกตได้ว่าเสียงฟังดูแน่นหนาขึ้นไม่เป็นเสียงโปร่งๆ ครับ

ใน iPad Pro ก็ยังมีลักษณะหน้าจอในแบบเดียวกัน แต่ตัวจอของ iPad Pro จะมีคุณภาพสีและความสว่างที่ดีขึ้นไปอีก รวมถึงตัวจอ Apple ระบุว่าสามารถลดการสะท้อนของแสงได้ดีกว่าเดิม ซึ่งถ้าวางเทียบกับ iPad Air รุ่นก่อนก็พอจะสังเกตความแตกต่างได้เล็กน้อยครับ แต่ในการใช้งานจริง ค่อนข้างจะไม่ต่างกันมากนัก

แต่จุดที่เป็นไฮไลท์ของรุ่นนี้เลยก็คือความสามารถหน้าจอแบบ True Tone ครับ ซึ่งหลักการทำงานของมันก็คือจะมีเซ็นเซอร์วัดแสงรอบๆ 4 จุด คอยวัดแสงว่าบรรยากาศรอบข้างตอนนี้เป็นโทนสีอะไร แล้วเครื่องจะปรับโทนสีของหน้าจอให้ โดยจะมีสองโทนได้แก่โทนฟ้าไปจนถึงโทนออกเหลือง แนวคิดของความสามารถนี้คืออยากให้จอ iPad นั้นเหมือนกับกระดาษ ที่เวลาเราหยิบมาอ่านที่ไหนสีของกระดาษจะสะท้อนเปลี่ยนไปตามสีของบรรยากาศรอบข้างที่เราถือครับ

13199161_10153688788513207_1455113914_o copy

รูปบนเปิดโหมด True Tone | รูปล่างปิดโหมด True Tone

เท่าที่ลองเปิดใช้ตอนแรกๆ อาจจะยังไม่ค่อยชินครับ แต่พอใช้ไปซักพักพอปรับตัวได้แล้ว พบว่าก็ช่วยให้อ่านอะไรได้สะบายตาขึ้นพอสมควรครับ อย่างเช่นตอนก่อนนอนที่อาจจะเปิดไว้แค่ไฟหัวเตียง หน้าจอก็จะปรับสีตามไฟหัวเตียงให้เลย 

 

ชิป A9X

เมื่อพูดถึง iPad Pro สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือพละกำลังของเครื่องนั่นเองครับ โดย iPad Pro 9.7” ตัวนี้จะมาพร้อมกับชิป A9X เหมือนกับรุ่นพี่ iPad Pro 12.9” แต่จะปรับลดความเร็วลงมาเล็กน้อย และมีแรม 2GB (รุ่น 12.9 นิ้วให้ 4GB) เนื่องจากหน้าจอมีขนาดเล็กกว่า จึงไม่จำเป็นต้องใช้ความเร็วเท่ารุ่น 12.9 นิ้วนั่นเอง

IMG_1732

ซึ่งการใช้งานทั่วไป เรียกได้ว่าไม่มีสะดุด ไม่มีหน่วง ไม่มีต้องรอ สามารถเล่นเกมต่างๆ ได้ลื่นๆ ทุกเกมอยู่แล้ว จุดนี้ยังไม่ค่อยเห็นความต่างจาก iPad Air 2 มากครับ แต่ถ้าลองมาเทียบกับ iPad Air รับลองว่าแค่ลองมาเล่น iPad Pro ตัวใหม่นี้ก็สามารถสัมผัสถึงความต่างในการใช้งานได้แน่นอน และยิ่งถ้าเป็น iPad รุ่นก่อนๆ ทั้ง iPad 4, iPad 3, iPad 2 มาเจอความเร็วในการใช้งาน iPad Pro ตัวนี้ น่าจะทำให้ประทับใจได้ไม่ยากครับ

IMG_1728

ถึงแม้ว่าปัจจุบัน iPad Pro ความเร็วในการใช้งานทั่วไป เปิดปิดแอพจะไม่ได้ต่างจาก iPad Air 2 มาก แต่ iPad Pro ก็มาพร้อมกับ CPU และ GPU ที่แรงกว่า ดังนั้นการใช้แอพอย่างเช่นตัดต่อวีดีโอ หรือที่มีการเรนเดอร์ภาพ iPad Pro ก็จะได้เปรียบในจุดนี้ครับ รวมไปถึง ถ้าในอนาคตมีเกมใหม่ๆ ที่กราฟฟิคอลังการมากขึ้น หรือมี iOS รุ่นใหม่ๆ ออกมาที่ใช้ทรัพยากรเครื่องมากขึ้น ด้าน iPad Pro ก็น่าจะรองรับกับอนาคตได้มากกว่าเช่นกัน

พูดถึงเรื่องความแรงไปแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คงหนีไม่พ้นในเรื่องของการใช้แบตครับ แต่เนื่องจาก iPad แบตค่อนข้างทน เราเลยไม่ได้เทสการใช้งานแบตออกมาเป็นตัวเลขออกมาจริงจังนะครับ แต่ขอตอบจากความรู้สึก โดยรวมจากการใช้งานคือไม่ต่างจาก iPad รุ่นก่อนๆ เลยครับ คือไม่ได้รู้สึกว่าอยู่ได้นานขึ้น หรือแบตหมดเร็วกว่าเดิม

เคยใช้ iPad รุ่นก่อนหน้าแบตอยู่ได้นานแบบไหน iPad รุ่นนี้ก็ยังคงใช้ได้นานเหมือน iPad รุ่นที่ผ่านๆ มา โดย Apple ระบุว่าสามารถใช้งานเล่นเน็ตได้ต่อเนื่องนาน 10 ชั่วโมง

ด้านความร้อนของตัวเครื่อง ถ้าใช้งานหนักๆ เช่นเล่นเกม พอมีให้อุ่นๆ บ้างครับ แอบอุ่นกว่าพวกตระกูล iPhone เล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ถึงกับร้อนซะทีเดียว ไม่น่าจะเป็นนัยสำคัญอะไรกับการใช้งานครับผม

 

ลำโพงใหม่

จุดนี้ต้องขอบอกเลยว่าเป็นจุดที่ทีมงานประทับใจกับ iPad รุ่นนี้มาก เนื่องจากเดิมทีมงานใช้ iPad Air ซึ่งจะมีลำโพงแค่ 2 ตัว แต่ใน iPad Pro ตัวใหม่นี้มาพร้อมกับลำโพง 4 ตัวเลย

โดยเครื่องจะใช้ลำโพงสองตัวบนเป็นโทนเสียงแหลม และใช้ลำโพงสองตัวล่างเป็นโทนเสียงต่ำครับ ทีนี้จะนับว่าอันไหนบน อันไหนล่างก็ขึ้นอยู่กับว่าเราถือ iPad ทิศไหน โดยลำโพงจะสลับหน้าที่กันทำงานให้โดยอัตโนมัติ ตามทิศท่ีเราหันเครื่อง

คุณภาพเสียงที่ออกมา ถือว่ามีรายละเอียดที่ดีกว่า iPad รุ่นเก่าอย่างเห็นได้ชัดเจน มีเสียงเบสที่เพิ่มมากขึ้น (แต่อยู่ในระดับของลำโพงตัวเล็กนะครับ) เสียงออกมาค่อนข้างมีมิติมากกว่ารุ่นเดิม โดยถ้านับว่ามันเป็นลำโพงที่มากับแท็บเล็ต ก็ถือว่าเป็นลำโพงที่ดีมากตัวนึงครับ เอาไว้นอนดูหนัง ดูซีรี่แบบไม่ต้องเสียบหูฟังได้ฟิลลิ่งดีกว่ารุ่นเดิมพอสมควร ถ้าใครใช้ iPad รุ่นเดิมอยู่แล้วมาลองลำโพงตัวนี้จะสังเกตความแตกต่างได้แน่นอน

ตรงนี้แอบมีข้อสังเกตเล็กๆ คือตำแหน่งลำโพงถูกเลื่อนมาอยู่ใกล้ขอบเครื่องมากขึ้น ทำให้เวลาถือบางทีมืออาจจะไปอุดช่องลำโพงได้บ้างเหมือนกันครับ

 

กล้อง

สำหรับกล้องของ iPad Pro 9.7” ตัวนี้ เรียกได้ว่ายกกล้อง 12 ล้านพิกเซลของ iPhone 6s มาเลยก็ว่าได้ครับ ซึ่งเป็นกล้องที่ดีที่สุดของ Apple ในปัจจุบันแล้วก็ว่าได้ จุดนี้เกินหน้าเกิดตารุ่นพี่อย่าง iPad Pro 12.9” ที่ให้กล้อง 8 ล้านพิกเซลไปเลยทีเดียว

IMG_6518

คุณภาพของภาพที่ถ่ายออกมานั้นเหมือนกับการถ่ายจากใน iPhone 6s ครับ และยังยกความสามารถต่างๆ มาครบไม่ว่าจะเป็นไฟแฟลชที่เพิ่งมีใน iPad เป็นครั้งแรก โดยให้เป็นแฟลชแบบ True Tone ปรับโทนแสงตามภาพที่ถ่ายได้, สามารถถ่ายวีดีโอความละเอียด 4k ได้, สามารถถ่าย Slo-mo ที่ความเร็ว 240p, ระบบออโต้โฟกัสแบบ Focus Pixel และการถ่ายภาพแบบ Live Photo ที่ถ่ายภาพนิ่งพร้อมภาพเคลื่อนไหวในทีเดียวเป็นต้น 

ตัวอย่างภาพที่ถ่ายจาก iPad Pro ครับ

IMG_1751

IMG_1770

IMG_1794

IMG_1805

IMG_1804

ส่วนกล้องหน้าก็อัพเกรดขึ้นมาเป็น 5 ล้านพิกเซลเช่นเดียวกันกับ iPhone 6s 

 

อุปกรณ์เสริม

จุดเด่นอีกอย่างของ iPad Pro คือรองรับอุปกรณ์เสริม เพื่อการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้นครับ โดยตัวเครื่องจะมาพร้อมกับพอร์ท Smart Connector เอาไว้สำหรับต่อคีย์บอร์ดพิมพ์งานต่างๆ และหน้าจอของ iPad Pro เองก็รองรับการใช้งานร่วมกับ Apple Pencil ซึ่งดินสอสำหรับวาดเขียนกับจอ iPad Pro ได้

ทีมงานได้มีโอกาสทดลองใช้ Apple Pencil เป็นระยะเวลาประมาณนึงอยู่ครับ พบว่าการเขียนต่างๆ สามารถตามที่ลากได้ค่อนข้างจะเร็วมาก ความรู้สึกค่อนข้างเป็นธรรมชาติพอสมควร แต่ต้องบอกก่อนว่าทีมงานไม่ใช่สายกราฟฟิควาดรูปบนคอม ดังนั้นอาจจะไม่สามารถให้ความเห็นได้ว่า Apple Pencil ใช้งานในการวาดรูปได้ดีแค่ไหนนะครับ อันนี้แนะนำอยากให้ไปลองกันที่หน้าร้าน แต่ในด้านการใช้งานเช่นการจดเลคเชอร์ วาดรูปประกอบการจดงานอะไรอย่างนี้ ค่อนข้างใช้งานได้ดีครับ

และข้อดีอีกอย่างคือหน้าจอสามารถแยกได้ว่าอันไหนคือมือเรา และอันไหนคือที่กำลังวาด ดังนั้นเราสามารถวางมือลงไปบนจอขณะที่วาดได้เลย

 

สรุป

หลังจากใช้งาน iPad Pro มาได้ระยะนึงแล้ว ต้องขอบอกว่า iPad Pro รุ่นนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังครับ ยังคงข้อดีต่างๆ ที่มีอยู่เดิมไว้ครบถ้วน และยกระดับความสามารถขึ้นมาจาก iPad รุ่นก่อนๆ พอสมควร โดยนำความสามารถจากรุ่นพี่ iPad Pro 12.9″ มาใส่ ให้ทำงานได้หลากหลายมากขึ้น เก่งขึ้นกว่าเดิม ทำงานแทนคอมได้มากขึ้น ถึงแม้ว่ารูปร่างและน้ำหนักภายนอกแทบจะเหมือนกันกับ iPad Air 2 แต่ spec ภายในก็มีการปรับใหม่หลายจุด รองรับอุปกรณ์เสริมต่างๆ มากขึ้น ซึ่งก็แลกมากับราคาค่าตัวที่สูงขึ้นกว่า iPad รุ่นก่อนๆ พอตัวครับ โดยมีราคาดังนี้

iPad Pro 9.7 นิ้ว Wi-Fi 32GB : 22,900 บาท

iPad Pro 9.7 นิ้ว Wi-Fi 128GB : 28,900 บาท

iPad Pro 9.7 นิ้ว Wi-Fi 256GB : 34,900 บาท

iPad Pro 9.7 นิ้ว Wi-Fi + Cellular 32GB : 27,900 บาท

iPad Pro 9.7 นิ้ว Wi-Fi + Cellular 128GB : 33,900 บาท

iPad Pro 9.7 นิ้ว Wi-Fi + Cellular 256GB : 39,900 บาท

ถ้าเทียบกับราคา iPad Air 2 ในตอนนี้ รุ่น 16GB เริ่มต้นที่ 14,900 บาท และรุ่น 64GB Wi-Fi เริ่มต้นที่ 17,900 บาท ด้วยราคาที่ต่างกันประมาณ 8,000 บาท น่าจะทำให้หลายคนลังเลได้ว่าถ้าหากจะเปลี่ยน iPad ใหม่ซักเครื่องจะไปทางรุ่นไหนดี

สำหรับคนที่ใช้ทำงานหนักแน่นอนว่า iPad Pro คงจะตอบโจทย์กว่าอยู่แล้ว แต่ถ้าหากเป็นการใช้งานทั่วไปหล่ะ จะยังจำเป็นต้องขึ้นไปเล่นถึง iPad Pro อยู่ไหม??

ทีมงานมีความเห็นว่าถ้าหากเป็นคนที่ใช้งาน iPad เป็นประจำหรือใช้เครื่องนึงแบบยาวๆ ไม่ได้เปลี่ยนบ่อยๆ อยู่แล้ว กับการเลือกซื้อเป็น iPad Pro ก็ค่อนข้างน่าสนใจครับ

เพราะความเป็น iPad Pro ไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้มันแบบ Advance เสมอไป ในด้านของการใช้งานทั่วไปฟีเจอร์ต่างๆ ที่เพิ่มเข้ามาก็ค่อนข้างมีประโยชน์ในการใช้งานในชีวิตประจำวันพอตัวครับ

ไม่ว่าจะเป็นกล้องใหม่ที่ถ่ายรูปได้ดีกว่าเดิม, ลำโพงใหม่ที่ใช้ดูหนังฟังเพลงได้ถึงใจถึงอารมณ์มากขึ้น, ชิป A9X ที่แรงเหลือๆ ใช้เล่นเกมในปัจจุบันได้สบาย เกมในอนาคตก็ไม่น่าจะมีปัญหา และน่าจะอัพเดท iOS ไปได้อีกยาวๆ รวมไปถึงถ้าจะนำไปใช้จดงาน ใช้เรียน iPad Pro ก็รองรับ Apple Pencil ที่ใช้วาดเขียนได้ซึ่งเป็นจุดขายของ iPad Pro โดยเฉพาะอยู่แล้ว (Apple Pencil ต้องซื้อแยกต่างหากนะครับ)

แต่ถ้าเน้นความคุ้มค่า หรืออาจจะเป็นคนที่ไม่ได้ใช้งาน iPad หนักอะไรมาก iPad Air 2 ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ถึงแม้ว่าชิป A8X ใน iPad Air 2 จะเก่ากว่า แต่ก็ยังเป็นชิปที่แรงอยู่พอตัวครับ ใช้งานต่างๆ ได้อย่างลื่นไหลอยู่ สามารถเล่น social ดูหนัง ฟังเพลง เข้าเว็บ อ่านเปเปอร์ได้สบาย แถมก็เล่นเกมในปัจจุบันได้ทั้งหมด (แต่ในอนาคตก็ต้องยอมรับว่าอาจจะไม่ได้อัพเดท iOS ไปไกลเท่า iPad Pro) 

ส่วนอื่นๆ ที่ลดลงมาจะต่างกันหลักๆ ที่กล้องหน้าหลัง, แฟลช, ลำโพง, ความจุเครื่อง และไม่รองรับการใช้งาน Apple Pencil และอุปกรณ์ที่ใช้ Smart Connector ครับ ถ้ารับได้กับ spec ดังกล่าวทีมงานคิดว่า iPad Air 2 ก็ยังมีความน่าซื้อในตัวมันเองอยู่ครับ

ซึ่ง iPad รุ่นไหนจะเหมาะกับใคร อันนี้อาจจะต้องลองไปให้น้ำหนักกันดูครับว่าจะนำไปใช้อะไรบ้าง เพราะเชื่อว่าแต่ละคนก็ใช้งาน iPad ต่างกันออกไป

 

หวังว่ารีวิวนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ ทำความรู้จักกับ iPad Pro รุ่น 9.7 นิ้วนี้กันมากขึ้นนะครับ แล้วคราวหน้าเราจะมีอะไรมาฝาก อย่าลืมติดตามกันนะ ^ ^

 
Scroll