[Review] รีวิว Apple TV รุ่นที่ 4!! กล่องนี้คืออะไร? ทำอะไรได้บ้าง??

 24 ธันวาคม 2015, 0:31 น.
 หมวดหมู่: Review
 

ips025

 

ในงาน Apple Special Event เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมานอกจาก Apple จะเปิดตัว iPhone 6s, iPad Pro, และ iPad mini รุ่นใหม่แล้ว อีกอย่างที่เปิดตัวด้วยนั่นก็คือ Apple TV รุ่นใหม่นั่นเอง

หลายๆ คนอาจจะยังไม่ค่อยรู้จัก หรือยังไม่ทราบว่าเจ้ากล่อง Apple TV ตัวนี้มีหน้าที่ไว้ทำอะไร วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ Apple TV ให้มากขึ้นกันครับ

 

Apple TV คืออะไร

Apple TV จะเป็นกล่องไว้ต่อกับทีวีสำหรับฟังเพลง, ดูหนัง, ดูรายการทีวีต่างๆ ครับ โดยจะสามารถเช่าหนังหรือรายการทีวีจาก iTunes Store มาดู, ฟังเพลงจาก Apple Music ได้ หรือไว้ใช้แชร์ภาพจาก iPhone/iPad มาออกจอ TV ผ่าน AirPlay นอกจากนี้ Apple TV รุ่นล่าสุดยังสามารถลงแอพเพิ่มได้ ทำให้มีความสามารถที่หลากหลายขึ้นไม่ว่าจะเป็นบริการวีดีโอออนไลน์ต่างๆ อย่าง YouTube, มีเกมต่างๆ ให้เล่นและมีแอพอีกหลายอย่างที่ทำมาสำหรับใช้งานบนทีวีโดยเฉพาะ

 

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า Apple TV  นั้นได้มีการเปิดตัวครั้งแรกตั้งแต่ในช่วงปลายปี 2006 (ก่อน iPhone จะเปิดตัวอีกนะ) โดยมีชื่อเรียกเล่นๆ ว่า “iTV” แต่ด้วยปัญหาด้านชื่อไปตรงกันกับสถานีโทรทัศน์ในอังกฤษ Apple จึงเปลี่ยนชื่อมาใช้เป็น Apple TV โดยเริ่มเปิดให้จองรุ่นแรกในเดือนมกราคมปี 2007 และขายจริงในเดือนถัดมา

122080_apple_tv

สำหรับ Apple TV รุ่นแรกจะถูกออกแบบมาเป็นกล่องสำหรับเล่นภาพยนต์, รายการทีวีและเพลงบนสำหรับบนทีวีโดยเฉพาะ ในการใช้งานดูหนังฟังเพลงต่างๆ จะให้เราซิงค์หนังและเพลงต่างๆ จากคอมผ่านโปรแกรม iTunes เข้าไปใน Apple TV เหมือนกับที่เราซิงค์ iPhone/iPod นั่นเอง โดยในรุ่นแรกมีความจุ 40GB และเพิ่มรุ่น 160GB มาในภายหลัง

appletv-07-01-09-2

หน้าตาของระบบใน Apple TV รุ่นแรกจะคล้ายกันกับแอพ FrontRow ที่เคยมีอยู่ในเครื่องแมคเมื่อสมัยก่อนครับ ตัวเครื่องรองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi และเล่นวีดีโอความละเอียด HD 720p ได้ ราคาของเครื่อง Apple TV รุ่นแรกถือว่าไม่เบาเลยทีเดียวอยู่ที่ 299 ดอลล่าร์สหรัฐ 

 

หลังจากผ่านไปได้ 4 ปี Apple TV รุ่นแรกก็ยังไม่ได้ขายดีมากเท่าไหร่ รวมถึงคู่แข่งเจ้าอื่นในตลาดก็เช่นกัน (นึกภาพกลับไปเมื่อเกือบ 6-7 ปีที่แล้ว กล่อง media player สำหรับทีวียังไม่ได้เป็นที่รู้จักเท่าสมัยนี้) ในเดือนกันยายนปี 2010 Apple ก็ได้เปิดตัว Apple TV รุ่นใหม่ โดยยังคงเป็นกล่องสำหรับดูภาพยนต์/ฟังเพลงผ่านทีวีเช่นเดิม

apple-tv-2nd-gen-big

แต่ได้เปลี่ยนตัวเครื่องใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาของตัวเครื่องจากอลูมิเนียมมาเป็นกล่องพลาสติกสีดำที่มีขนาดเล็กลง เปลี่ยนชิปของตัวเครื่องที่ใช้ชิป Intel มาเป็นใช้ชิป A4 แบบเดียวกันกับ iPhone ทำให้เครื่องเงียบขึ้นและเล็กลงกว่าเดิม รวมถึงระบบได้เปลี่ยนพื้นฐานมาใช้ร่วมกับ iOS แทน

การทำงานของ Apple TV รุ่นที่ 2 นี้จะต่างไปจากรุ่นแรกมากทีเดียว คือไม่จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ในการซิงค์ข้อมูลผ่าน iTunes แล้ว แต่ทุกอย่างที่ดูใน Apple TV จะเป็นการ Streaming แทน เช่นการเช่าหนัง,รายการทีวีจาก iTunes Store หรือการ Stream เพลง, หนัง, ภาพจากคอมเป็นต้น นอกจากนี้ยังรองรับบริการวีดีโอออนไลน์ต่างๆ อย่างเช่น Netflix, YouTube ได้ด้วย

apple-tv-rent-hd-movies-shows-stream-netflix-youtube-flickr-mobile-me-01-wythtech-scaled1000

Apple TV รุ่นที่สองนี้ยังเป็นรุ่นแรกด้วยที่รองรับความสามารถ AirPlay ทำให้ผู้ที่ใช้ iPhone, iPod touch, iPad หรือใช้เครื่อง Mac สามารถส่งภาพไปออกบนหน้าจอทีวีแบบไร้สายได้เลย

และเมื่อ Apple TV ไม่เก็บไฟล์ไว้บนเครื่อง จึงไม่จำเป็นต้องมีฮาร์ดดิสขนาดใหญ่เหมือนรุ่นที่แล้ว โดยลดความจุลงมาเหลือ 8GB ไว้ให้ระบบทำงานแทน ด้านราคาของ Apple TV รุ่นที่ 2 จะถูกกว่ารุ่นแรกมากพอสมควร โดยมีราคาอยู่ที่ 99 ดอลล่าร์หรือประมาณ 3 พันกว่าบาท

 

สำหรับ Apple TV รุ่นที่ 3 ได้เปิดตัวในเดือนมีนาคมของปี 2012 ซึ่งจะยังคงคล้ายกันกับ Apple TV รุ่นที่แล้ว แต่เปลี่ยนมาใช้ชิป A5 ที่แรงกว่าเดิม และรองรับวีดีโอความละเอียด 1080p ได้ ส่วนราคายังคงอยู่ที่ 99 ดอลล่าร์เท่าเดิมจนกระทั่งในช่วงต้นปี 2015 ที่ผ่านมา Apple ได้ลดราคา Apple TV ลงมาเหลืออยู่ที่ 69 ดอลล่าร์สหรัฐ

appletv

หลังจาก Apple TV รุ่นที่ 3 วางขายได้ 3 ปีกว่า ทิ้งช่วงค่อนข้างนานมากทีเดียว Apple ก็ประกาศเปิดตัว Apple TV รุ่นใหม่ในงานเปิดตัวเมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมาครับ โดยถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของ Apple TV

Apple TV รุ่นนี้ได้มาพร้อมกับเครื่องที่แรงขึ้นกว่าเดิมมาก มี App Store ให้โหลดแอพเพิ่มได้ เปลี่ยนระบบการทำงานใหม่หมดอีกครั้ง และเปลี่ยนมาใช้รีโมทแบบใหม่ที่ทำอะไรได้มากกว่าเดิม เพิ่มความจุของตัวเครื่องโดยมีให้เลือก 2 ขนาดได้แก่ 32GB และ 64GB แต่ก่อนจะไปพูดถึงการใช้งานของ Apple TV ใหม่ เรามาดูหน้าตาของตัวกล่อง Apple TV กันก่อนครับ

แกะกล่อง Apple TV

สำหรับกล่องของ Apple TV จะเป็นสีดำเรียบๆ แบบสไตล์ของ Apple ซีลด้วยพลาสติกอีกชั้นนึง วิธีเปิดกล่องก็เหมือนกับกล่อง iPhone เลย คือจับฝาด้านบนไว้ ปล่องให้ตัวกล่องด้านบนไหลลงมาเอง

เปิดมาแล้วก็จะพบกับเครื่อง Apple TV และ Siri Remote ซึ่งห่ออยู่ในพลาสติกใสทั้งคู่ครับ ตัวเครื่อง Apple TV นอกจากจะห่อพลาสติกใสแล้ว ตัวขอบด้านข้างและด้านล่างเครื่องยังแปะพลาสติกสีดำไว้อีกชั้นนึงด้วย (กะว่าอยู่ในกล่องยังไงก็ไม่มีทางเป็นรอยแน่ๆ ซีลหลายชั้นเกิ๊นน)

ด้านล่างของ Apple TV จะมีคู่มือและสาย Lightning แบบเดียวกับที่ใช้ชาร์จ iPhone หน้าที่ของสายนี้คือเอาไว้ชาร์จตัว Apple TV Remote นั่นเอง

ส่วนอีกฝั่งที่อยู่ด้านใต้ของ Apple TV Remote จะเป็นสายไฟสีดำเอาไว้สำหรับเสียบ Apple TV เข้ากับไฟบ้าน ตัวหม้อแปลงจะอยู่ในเครื่อง Apple TV เลย ดังนั้นสายไฟจึงไม่มีอแดปเตอร์ใหญ่ๆ มาให้เกะกะ ถือเป็นข้อดีอย่างนึง ของทั้งหมดในกล่องจะมีประมาณนี้ครับ

หลังจากแกะกล่องกันไปแล้ว เรามาดูตัวเครื่องกันครับ หน้าตาของ Apple TV จะมาในทรงกล่อง 4 เหลี่ยมเหมือนรุ่นที่แล้วเป๊ะ วัสดุก็เป็นพลาสติกเหมือนกัน เพียงแต่ว่า Apple TV รุ่นที่ 4 นี้จะมีความสูงที่มากกว่าเดิมประมาณ 1 เซนติเมตร

ผิวด้านบนจะเป็นพลาสติกด้านพร้อมโลโก้ Apple TV ส่วนด้านข้างจะเป็นพลาสติกแบบมันครับ สำหรับใครที่กลัวลายนิ้วมือจะติด บอกได้เลยว่าเป็นรอยนิ้วมือง่าย แต่!!!! ตลอดการใช้งานเราไม่ได้จับ Apple TV อยู่แล้ว แม้กระทั้งการเปิดปิดเครื่องก็ไม่ต้องสัมผัสเครื่องเลย ดังนั้นเรื่องรอยนิ้วมือจึงหมดกังวลไปได้

 

ส่วนบริเวณด้านล่างจะเป็นผิวสัมผัสคล้ายๆ กับยางซึ่งช่วยได้ไม่ให้เคลื่อนเลื่อนเวลาวางบนโต๊ะหรือเสียบสาย ด้านล่างนี้จะมีโลโก้ Apple อยู่เช่นกัน

บริเวณด้านหลังของเครื่องจะเป็นพอร์ตสำหรับเชื่อมต่อทั้งหมด ไล่จากซ้ายไปขวา ช่องแรกเป็นช่องสำหรับเสียงสายเข้ากับไฟบ้าน ถัดมาเป็นพอร์ด HDMI ไว้สำหรับเสียบภาพต่อออกจอทีวี ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับทีวีในปัจจุบัน

ส่วนพอร์ตที่อยู่เหนือ HDMI คือพอร์ต USB โดยการใช้งานทั่วไปพอร์ตนี้เราจะไม่ได้ใช้เลย มีหน้าที่สำหรับการ Service เครื่อง, แคปหน้าจอเครื่อง หรือสำหรับให้นักพัฒนาทดลองแอพ โดยพอร์ตนี้จะใช้หัวเป็นแบบ USB Type-c เหมือน MacBook รุ่นใหม่ ถ้าจะใช้งานพอร์ตนี้จำเป็นต้องซื้อสายเพิ่ม ตรงนี้แอบเสียดายเล็กน้อย ถ้าทำเป็นพอร์ต Lighting มาก็น่าจะดี เพราะจะได้ใช้สายที่แถมมากับ Apple TV ต่อได้เลย แต่อย่างที่บอกครับ การใช้งานทั่วไปเราก็ไม่ได้ใช้พอร์ทนี้กันอยู่แล้ว

ถัดมาพอร์ตสุดท้ายคือช่องเสียบสายแลน รองรับความเร็วสูงสุดที่ 100 Mbps แต่ถ้าไม่ต่อสายแลนก็สามารถใช้งานผ่าน Wi-Fi ได้ รองรับถึง Wi-Fi 802.11 ac

ด้านหลังเนื่องจากพลาสติกมันจึงเป็นรอยค่อนข้างง่าย ตอนเสียบสายอาจจะต้องค่อยๆ เสียบนิดนึงนะครับ ไม่งั้นหัวเสียบอาจจะขูดเครื่องเป็นรอยได้เลย

สำหรับด้านหน้าเครื่องจะดูโล่งๆ แต่ก็แอบซ่อนไฟบอกสถานะไว้ด้วย 1 ดวง เป็นไฟสีขาวจะติดเมื่อเครื่องเปิดอยู่ และจะกระพริบเมื่อกดรีโมท ถ้าอยากทราบว่ารีโมทที่กดส่งไปถึงเครื่องหรือไม่จะดูที่ไฟดวงนี้ก็ได้

ถัดมาคือ Apple TV Remote ที่เป็นจุดเด่นของ Apple TV รุ่นนี้เลย ตัววัสดุของรีโมทตัวนี้ในส่วนของด้านบนจะเป็น Trackpad กระจกเหมือนกันกับพวก MacBook เลย ไว้สำหรับให้เราใช้นิ้วปัดหรือเลื่อนตอนใช้งาน สามารถกดลงไปได้ด้วย เนื่องจากเป็นกระจก ดังนั้นอาจจะต้องระวังการตกลงโต๊ะ หรือตกจากโซฟาด้วย

สัมผัสโดยรวมของตัวรีโมทถือว่าค่อนข้างดีมากครับ ประกอบแน่นเก็บงานเรียบร้อยไม่ก๊องแก๊ง ดีตามมาตรฐานของ Apple

ด้านบนของตัวรีโมทจะมีไมโครโฟนไว้สำหรับใช้งาน Siri ได้ (แต่น่าเสียดายที่ Siri บน Apple TV ยังไม่รองรับในไทย)

ปุ่มบนรีโมทมีมาไม่เยอะมาก หน้าที่การทำงานของปุ่มแต่ละปุ่มเดี๋ยวเราจะมาพูดถึงกันอีกทีครับ ภายในรีโมทตัวนี้ได้มีการใส่ Accerometer และ Gyroscope เอาไว้ ซึ่งก็หมายความว่าเราสามารถจับรีโมทเอียงไปเอียงมาเพื่อเล่นเกมได้เหมือน iPhone เลยนั่นเอง

ส่วนด้านหลังจะเป็นอลูมิเนียม เท่าที่ลองใช้งานมาถือว่าเป็นรอยค่อนข้างยาก ดังนั้นใช้งานวางบนโต๊ะก็น่าจะไม่เป็นรอยครับ

ด้านล่างของรีโมทจะมีช่องสำหรับเสียบชาร์จด้วยสาย Lightning แบบเดียวกับใน iPhone ซึ่งตั้งแต่ซื้อผ่านมาเดือนนึงแล้วไม่เคยชาร์จเลย แบตรีโมทก็ยังไม่หมด ดังนั้นไม่ต้องชาร์จบ่อยๆ แน่นอน

 

 

เริ่มต้นใช้งาน Apple TV

ในการเริ่มใช้งาน Apple TV ครั้งแรกจะมีหน้าสำหรับ Set Up ตัวเครื่องก่อนเล็กน้อยครับ โดยทันทีที่เราเสียบปลั๊กและต่อสาย HDMI ออกจอตัวเครื่องจะเปิดขึ้นมาโดยอัตโนโนมัติ โดยให้เรา Pair เครื่องกับรีโมทก่อน โดยกดที่ Trackpad บนรีโมท 1 ครั้งหลังจากนั้นเป็นการ Set Up ตัวเครื่องไปตาม step ซึ่งขั้นตอนนี้เราสามารถเลือกได้ 2 วิธีคือ Set Up ตัวเครื่องแบบ Manual โดยใช้รีโมทกด หรือว่าจะ Set Up ผ่าน iPhone/iPod touch/iPad

ซึ่งถ้าหากเราเลือก Set Up แบบ Manual นั้นเราก็จะต้องกรอก Apple ID ต่างๆ ด้วยรีโมทเอง แต่ถ้าหาก Set Up ผ่าน iPhone, iPod touch, iPad เพียงแค่เอาเครื่องไปวางใกล้ๆ เครื่องก็จะให้เรากรอกข้อมูลต่างๆ ผ่านบนอุปกรณ์ iOS ซึ่งพิมพ์ได้ง่ายกว่าครับ

Screen Shot 2558-12-23 at 11.02.27 PM

หลังจาก Set Up เสร็จก็จะเข้าสู่หน้าแรกของ Apple TV หน้าแรกของ Apple TV ก็จะคล้ายๆ กันกับบน iPhone ครับ คือมีไอค่อนของแอพทั้งหมดที่อยู่ในเครื่องเรียงกันอยู่ เราสามารถจัดวางแอพตามความชอบของเราได้ โดยที่แอพที่อยู่แถวบนสุดจะมีความพิเศษกว่าตรงนี้จะมีเหมือนเมนูด่วน ให้กดเข้าไปได้ที่แถบด้านบน อย่างเช่น App Store ถ้าวางไว้ที่แถบบนก็จะแสดงแอพที่แนะนำ หรือถ้าวางแอพ Music ไว้ที่ด้านบนก็จะแสดงเพลงที่เพิ่งเพิ่มเข้ามาล่าสุดให้

 

Screen Shot 2558-12-23 at 11.34.29 PM

 

การควบคุมตัวเครื่อง

การควบคุมตัวเครื่องของ Apple TV หลักๆ ก็คือจะใช้ตัว Apple TV Remote ในการควบคุม (บางประเทศเรียก Siri Remote แต่ก็คือรีโมทอันเดียวกัน) ข้อดีของรีโมทรุ่นใหม่นี้คือจะเชื่อมต่อกับตัวเครื่องผ่าน Bluetooth 4.0 ดังนั้นต่อให้หันรีโมทไปด้านไหน ก็ยังสามารถสั่งตัวเครื่องได้อยู่ ไม่ต้องจ่อเข้าหากล่อง โดยส่วนบนของ Remote จะเป็น Trackpad ทั้งหมด สามารถใช้นิ้วปัดซ้ายขวาขึ้นลง เพื่อใช้เลื่อน หรือจะกดลงไปที่บน Trackpad เพื่อเป็นการเลือกได้

Screen Shot 2558-12-23 at 10.50.11 PM

ตรงนี้ Apple TV ทำออกมาได้ค่อนข้างดีครับ เพราะเมื่อเรากำลังจะเลือกที่ไอค่อนอะไรก็ตาม ถ้าเราลองหมุนนิ้วเล่นๆ จะมีเป็นเอฟเฟคไอค่อนขยับตามด้วย ส่วนการเลื่อนต่างๆ ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ ลื่นไหลไม่มีหน่วงตามสไตล์ Apple

ตัว Trackpad นี้ยังมีหน้าที่เอาไว้ใช้กรอตอนดูหนังด้วย จะเลื่อนไปตรงไหนก็แค่ปัดๆ นิ้วไปเลย หรือถ้าหากปัดนิ้วจนสุดขอบ Trackpad จะเป็นการกรอเดินหน้า/ถอยหลังจากเดิม 30 วินาที ขึ้นอยู่กับด้านที่ปัดนิ้ว

ปุ่มที่อยู่บนรีโมทของ Apple TV ปุ่มแรกคือปุ่ม Menu ปุ่มนี้จะทำหน้าที่เป็นปุ่ม Back ถ้าต้องการที่จะย้อนกลับไปหน้าก่อนหน้าให้กดที่ปุ่ม Menu ได้เลย

โดยถ้าหากกดที่ปุ่ม Menu ที่หน้าแรกก็จะเป็นการเข้าสู่หน้า Screen Saver ด้วย

ปุ่มถัดมาคือปุ่มรูปทีวี การใช้งานของปุ่มนี้ค่อนข้างจะคล้ายกันกับปุ่ม home มากๆ ครับ คือไม่ว่าเราจะเข้าแอพอะไร หรืออยู่หน้าไหนอยู่ แค่กดปุ่มนี้ก็จะกลับสู้หน้า Home โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ถ้าหากกดปุ่มนี้ติดกัน 2 ครั้ง จะเป็นการเข้าสู่หน้า Multitasking ดูแอพที่เพิ่งเปิดล่าสุด

ถ้าหากต้องการที่จะพักเครื่อง ก็สามารถทำได้โดยการกดที่ปุ่มทีวีค้างไว้ จะมีตัวเลือกขึ้นมาให้พักเครื่อง ซึ่งใน Apple TV จะไม่มีให้ปิดเครื่องนะครับ จะมีแต่การพักเครื่อง โดยจะพร้อมกลับมาทำทำงานทันที เมื่อมีการกดปุ่มบนรีโมทอีกครั้ง

สำหรับทีวีรุ่นใหม่ๆ ที่รองรับความสามารถ HDMI-CEC (ทีวีแต่ละยี่ห้อมีชื่อเรียกฟังก์ชั่นนี้ต่างกัน) จะเพิ่มความสะดวกในการใช้งานพอสมควร โดยเราสามารถกดเปิดเครื่อง Apple TV และทำให้เครื่องทีวีติดเองขึ้นมาได้ด้วย รวมถึงเมื่อพักเครื่อง Apple TV เครื่องทีวีของเราก็จะปิดตามไปด้วยเช่นกัน ทำให้ไม่ต้องแตะรีโมทของทีวีเลย

ปุ่มถัดมาที่เป็นรูปไมค์โครโฟนคือปุ่ม Siri ซึ่ง Apple ประกาศมาแล้วว่า Siri จะสามารถใช้ได้เฉพาะแค่ใน 8 ประเทศเท่านั้น (ไม่มีไทย) โดยเครื่องประเทศอื่นๆ ที่ไม่รองรับ Siri จะเป็นปุ่มสำหรับใช้ค้นหาเฉยๆ

หลายคนอาจสงสัยว่าแบบนี้ Apple TV จะมีรีโมท 2 แบบหรือเปล่า สรุปคือเครื่องและรีโมททั่วโลกเหมือนกันหมดครับ ถึงแม้ว่าเครื่องประเทศที่ไม่รองรับ Siri ที่ด้านบนของรีโมทจะมีไมโครโฟนมาให้ 2 ตัวไว้สำหรับการพูดคุยกับ Siri เช่นกัน แต่แค่ไม่ได้ใช้งานเท่านั้นเอง

โดยการใช้งาน Siri จะดูจากภาษาที่เครื่องตั้ง + ประเทศของ iTunes Store ที่ได้ Log in ไว้ นั่นก็หมายความว่าเครื่องไหนก็สามารถใช้ Siri ได้ แต่ต้องตั้งภาษาเครื่อง+ Log in ใน iTunes ด้วยประเทศนั้นๆ

ซึ่งก็ถือว่าเป็นข้อจำกัดสำหรับไทยอยู่ดี เพราะต่อให้เราจะเปิด Siri ภาษาอังกฤษได้ แต่ถ้าหากเราเลือกภาษาเครื่องเป็นภาษาอื่นที่ไม่ใช่ไทย เราก็จะไม่สามารถพิมพ์ไทยบน Apple TV ได้เลย (Apple TV จะแสดงคีย์บอร์ดตามภาษาที่เลือก ไม่สามารถเลือกคีย์บอร์ดแยกแบบ iPhone ได้) แถมใครที่สมัครใช้งาน Apple Music ในไทยไว้ ถ้าหากเปลี่ยนไป Log in กับ iTunes Store ประเทศอื่นก็จะฟัง Apple Music ในไทยที่สมัครไว้ไม่ได้

ดังนั้นก็เหมือนกับว่าเครื่องที่ใช้ในไทยไม่มี Siri นั่นแหล่ะครับ รอ Apple อัพเดทรองรับ Siri ในภายหลังดีกว่า ^ ^

ปุ่มถัดมาที่อยู่ใต้ปุ่ม Siri คือปุ่ม Play/Pause ครับ หน้าที่ไว้สำหรับเล่น/หยุดเพลงหรือวีดีโอที่กำลังเล่นอยู่

ส่วนปุ่ม +/- จะเอาไว้สำหรับปรับเพิ่ม/ลดเสียง ปุ่มตรงนี้แอบมีลูกเล่นตรงที่ ที่ด้านบนของรีโมทจะมีช่องปล่อยอินฟราเรดอยู่ เมื่อเรากดเพิ่ม/ลดเสียงบนรีโมทของ Apple TV ก็จะเป็นการใช้เพิ่มลดเสียงของตัวเครื่องทีวีได้เลย เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่เพิ่มความสะดวกและไม่ต้องสลับรีโมทไปมาระหว่าง Apple TV กับรีโมทของทีวีเอง

สำหรับรีโมทของ Apple ทีวีอย่างที่บอกไปข้างต้นคือจะมี Accerelometer และ Gyroscope อยู่ในตัว ดังนั้นเราสามารถใช้ในการเอียงไปเอียงมาเพื่อเล่นเกมเหมือนบน iPhone ได้ครับ ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละเกมจะมีการควบคุมอย่างไร

สงสัยไหมว่าถ้าปุ่มบนรีโมทของ Apple TV มันน้อยขนาดนี้ การพิมพ์ค้นหาต่างๆ หรือแม้แต่การพิมพ์พาสเวิร์ดเวลาซื้อ/โหลดแอพจะเป็นอย่างไร??? ใช่ครับ การพิมพ์ข้อความโดยใช้รีโมทก็ต้องใช้นิ้วเลื่อนกดเลือกตัวอักษรทีละตัวโดยหน้าจอจะเรียง A-Z, ก-ฮ มาให้ ซึ่งค่อนข้างแอบลำบากในการพิมพ์เช่นกัน และ Apple TV ยังไม่สามารถพิมพ์ด้วยเสียงเหมือนกับที่ iPhone ทำได้

apple-ios7-remote-app-9to5mac

แต่ว่า Apple ก็น่าจะทราบปัญหานี้ดี ดังนั้นใครที่ใช้ iPhone/iPad และเป็น iOS 9.2 ขึ้นไป สามารถใช้แอพ Remote ในการควบคุม Apple TV ได้ โดยแอพนี้จะเป็นเหมือนรีโมทของ Apple TV อีกตัวนึงเลย มี Trackpad จำลองให้ได้ใช้งาน รวมถึงถ้าตรงไหนที่ต้องกรอกข้อความ เราสามารถใช้คีย์บอร์ดบน iPhone พิมพ์ข้อความแทนได้ เพิ่มความสะดวกในการพิมพ์หลายเท่าตัวเลย

IMG_5921

แต่ว่าแอพ Remote นี้เรายังไม่สามารถใช้ iPhone ในการเล่นเกมได้นะครับ ยังคงต้องใช้ Siri Remote ในการเล่นเกมอยู่ ทาง Apple แจ้งว่าจะออกแอพ Remote สำหรับ Apple TV รุ่นใหม่ในช่วงปีหน้า ต้องรอดูว่าจะเพิ่มความสามารถอะไรเข้ามาบ้าง แต่แอพ Remote เวอร์ชั่นปัจจุบันก็สามารถควบคุมเครื่องได้ค่อนข้างสมบูรณ์ประมาณนึงอยู่แล้ว

IMG_5922

 

Apple TV ทำอะไรได้บ้าง

ความสามารถของ Apple TV รุ่นใหม่นี้ค่อนข้างจะหลากหลายทีเดียว  เดี๋ยวเรามาดูความสามารถเด่นๆ ที่อยู่ใน Apple TV รุ่นนี้กันทีละอย่างนะครับ

ซื้อ/เช่าหนังจาก iTunes Store

จุดขายอย่างแรกเลยของ Apple TV คือการที่ Apple มี iTunes Store เป็นของตัวเอง ซึ่งใน iTunes Store นี้ก็มีหนังอยู่มหาศาล รวมถึงหนังของไทยอย่างค่าย GTH ก็มีเช่นกัน ซึ่ง Apple TV ก็ได้ถูกออกแบบมาให้สามารถเช่า/ซื้อบน Apple TV ได้ค่อนข้างง่าย เหมือนกับเลือกซื้อแอพใน App Store มีการจัดหมวดหมู่หนังเรื่องต่างๆ ไว้ และสามารถดูตัวอย่างของแต่ละเรื่องก่อนได้

Screen Shot 2558-12-23 at 11.03.03 PM

ด้านราคาในการเช่า/ซื้อจะขึ้นอยู่กับหนังแต่ละเรื่อง เช่นถ้าเป็นหนังที่เก่าหน่อยราคาเช่า/ซื้ออาจจะอยู่ที่ $0.99/$2.99 แต่ถ้าหนังที่ใหม่เพิ่งเข้าก็จะมีราคาเช่า/ซื้ออยู่ที่ $4.99/$14.99

Screen Shot 2558-12-23 at 11.03.50 PM

ต้องบอกก่อนว่า Apple TV รุ่นนี้ยังมี Concept คล้ายๆ Apple TV รุ่นที่แล้วคือไม่เน้นเก็บข้อมูลไว้อยู่ในเครื่องตัวเอง แต่จะเน้นการโหลดแบบ Streaming หรือดูออนไลน์นั่นเอง ซึ่งก็มีข้อดีตรงที่เราไม่ต้องมาวุ่นวายจัดการพื้นที่ในเครื่องว่าจะเหลือเท่าไหร่ แค่กดดูเดี๋ยวเครื่องก็จัดการโหลดมาให้ แต่เน็ตที่บ้านก็อาจจะต้องดีเล็กน้อย

Screen Shot 2558-12-23 at 11.08.22 PM

ในด้านการใช้งานจริง เท่าที่ลองเปิดหนังที่ซื้อมาจาก iTunes Store พบว่าโหลดมาได้ค่อนข้างรวดเร็วครับ แทบไม่ต้องรอ (เน็ตที่ใช้ความเร็ว 18 Mbps) คาดว่าบ้านที่ใช้เน็ตความเร็วตั้งแต่ 7-10 Mbps ขึ้นไปก็ไม่น่าจะมีปัญหาในการใช้งานแล้วครับ

 

ฟังเพลงใน Apple Music

สำหรับการฟังเพลง Apple TV ก็ยังคงไม่เน้นการเก็บข้อมูลไว้ในตัวเครื่อง ดังนั้นจึงไม่ใช้วิธีซิงค์เพลงจาก iTunes บนคอมมาไว้ในเครื่อง ถึงแม้ว่าเครื่องจะมีความจุ 32/64GB ก็ตาม

แต่จะให้เราฟังเพลงผ่าน Apple Music แทนครับ สำหรับใครที่สมัครบริการ Apple Music ไว้อยู่แล้ว การใช้งานใน Apple TV ค่อนข้างจะใกล้เคียงกันคือมีแท็บ For You ที่จะแนะนำเพลงที่เหมาะกับเราให้, มีแท็บ New ที่แสดงเพลงมาใหม่, มี iTunes Radio และสามารถค้นหาเพลงต่างๆ ได้

Screen Shot 2558-12-23 at 11.09.51 PM

ส่วนใครที่อยากฟังเพลงที่อยู่ใน Library ของตัวเอง แล้วเปิดใช้งาน iCloud Music Library ไว้อยู่แล้ว Apple TV ก็รองรับด้วยเช่นกัน โดยเพลงใน Library ของเราก็จะปรากฎให้สามารถเล่นออนไลน์ได้ มีแบ่งตามชื่อเพลง/ศิลปิน/อัลบัม/เพลย์ลิส เหมือนกับใน iTunes หรือใน iPhone

Screen Shot 2558-12-23 at 11.10.22 PM

ที่น่าเสียดายคือ Apple TV ไม่มี iTunes Store สำหรับขายเพลงครับ (มีแต่ขายภาพยนต์) ดังนั้นทำให้ไม่สามารถซื้อเพลงผ่าน Apple TV ได้ โดยจะไปเน้นฟังออนไลน์ผ่านทาง Apple Music แทน

ส่วนใครที่ไม่ได้สมัคร Apple Music แต่อยากฟังเพลงผ่าน Apple TV ก็สามารถทำได้อยู่นะครับ แต่จะใช้เป็นวิธีการสตรีมจาก iTunes บนคอมแทน ซึ่งเดี๋ยวเราจะพูดถึงความสามารถนี้อีกที

 

ดูภาพจาก iCloud Photo

สำหรับการดูรูปบน Apple TV ก็เช่นกันกับหนังและเพลงครับ คือจะไม่มีการซิงค์มาเก็บไว้ในเครื่อง แต่จะให้เราดูรูปผ่านบริการ iCloud Photo Library แทน ซึ่งใครที่เปิดให้เก็บรูปภาพไว้บน iCloud ก็สามารถตั้งให้ดูรูปผ่าน Apple TV ได้เลย

สามารถเล่นภาพเป็น Slide Show สวยๆ บนทีวีได้ด้วย

 

แชร์ภาพ, เพลง, วีดีโอหรือหน้าจอออกทีวีด้วย AirPlay

ลูกเล่นนี้คือเป็นจุดแข็ง และฟีเจอร์เด็ดอีกอันนึงเลยก็ว่าได้สำหรับ Apple TV ครับ คือเราสามารถส่งภาพจาก iPhone/iPad หรือแม้แต่เครื่อง Mac มาออกบนหน้าจอทีวีแบบไร้สายได้เลย ซึ่งแอพที่เล่นวีดีโอต่างๆ ใน iPhone หลายแอพก็ค่อนข้างจะรองรับความสามารถ AirPlay กันอยู่แล้ว

airplay-hero-appletv-ipad-iphone

ยกตัวอย่างเช่นแอพ YouTube แล้วกันครับ เราสามารถกดส่งวีดีโอจากบนแอพ YouTube ไปออกที่ Apple TV ได้ และในระหว่างที่คลิปเล่นบนทีวี เราจะกดออกจากแอพไปเล่นอย่างอื่นบน iPhone ไปด้วยก็ได้ วีดีโอบนทีวีก็จะยังคงเล่นต่อไปเหมือนเดิม

IMG_5925 copy

ถ้าหากอยู่ในแอพ Photos แล้วเปิด AirPlay ไว้ ก็จะเป็นการส่งภาพขึ้นไปแสดงบนทีวีครับ เอาไว้โชว์ภาพให้คนอื่นดูได้

หรือถ้าต้องการแชร์หน้าจอทั้งหน้าออกไปที่บน Apple TV เลยก็ได้เช่นกัน ความสามารถนี้มีชื่อเรียกว่า AirPlay Mirroring ซึ่งสามารถสตรีมหน้าจอที่ใช้อยู่บน iPhone/iPad ไปออกได้เลย ภาพบนทีวีจะแสดงตามการใช้งานบน iPhone/iPad ทุกอย่างครับ

IMG_5924

ส่วนเครื่อง Mac ก็สามารถใช้งาน AirPlay Mirroring ได้เช่นเดียวกัน แต่จะพิเศษตรงที่นอกจากจะสตรีมหน้าจอที่ใช้งานอยู่ไปออกแล้ว ยังสามารถตั้งใช้ทีวีเป็นหน้าจอเสริมอีกอัน เพื่อเพิ่มพื้นที่การทำงานได้ด้วย ทีนี้ก็เหมือนมีจอที่ต่ออยู่กับคอม 2 จอเลย

Screen Shot 2558-12-23 at 11.25

ความสะดวกอีกอย่างของ AirPlay คือต่อให้ Apple TV และเครื่องทีวีปิดอยู่ แต่ถ้าเราส่งภาพ/วีดีโอไปออกปุ๊บ Apple TV รวมถึงทีวีเองก็จะเปิดขึ้นอัตโนมัติ (เฉพาะทีวีที่รองรับความสามารถนี้) ไม่ต้องลุกไปหยิบรีโมทเพื่อเปิด Apple TV หรือเปิดทีวีเลย แค่นอนจิ้ม iPhone อยู่บนเตียง/โซฟาก็ดูได้แล้ว แถมถ้าไม่ใช้งานแล้ว สามารถตั้งให้ครบเวลา Apple TV ทำการปิดทีวีให้เองได้ด้วย

 

Stream เพลง/วีดีโอจาก iTunes เครื่องต่างๆ ที่อยู่ในบ้าน

ฟีเจอร์นี้สำหรับใครที่ใช้ iTunes ในการฟังเพลงบนคอม เราสามารถสตรีมเพลง/หนัง/วีดีโอที่อยู่ใน Library ของ iTunes บนคอมมาเล่นบน Apple TV ได้ครับ เพียงแค่เครื่องเชื่อมต่ออยู่ในวง Wi-Fi เดียวกัน

สามารถสตรีมได้จากทั้ง iTunes บนเครื่อง PC และเครื่อง Mac เลย สำหรับบ้านไหนที่มีคอมหลายเครื่องก็จะมีให้เลือกได้ว่าจะสตรีมจากเครื่องไหน

Screen Shot 2558-12-23 at 11.32.00 PM

สำหรับใครที่ใช้ MacBook รุ่นใหม่ๆ ที่มีความสามารถ PowerNap ต่อให้พับฝาพักเครื่องอยู่ แต่ก็ยังสามารถสตรีม Library ออกมาได้ด้วยนะครับ ค่อนข้างสะดวกดีเหมือนกัน

 

โหลดแอพต่างๆ มาเพิ่มจาก App Store ได้

จุดเปลี่ยนสำคัญของ Apple TV รุ่นนี้เลยคือทำออกมาให้สามารถลงแอพเพิ่มเองได้เป็นครั้งแรก!! ในรุ่นที่ผ่านๆ มา Apple TV จะมาพร้อมกับบริการออนไลน์จำนวนนึง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รองรับในไทย ดังนั้นเมื่อใช้งานจริงๆ Apple TV รุ่นก่อนในไทยจึงแทบจะเหลือให้ใช้แค่เช่าหนัง, แชร์ iTunes, ต่อ AirPlay และดู YouTube แค่นั้น

แต่ในรุ่นใหม่นี้มาพร้อมกับ App Store ที่สามารถลงแอพเพิ่มเองได้ ก็ช่วยให้การใช้งาน Apple TV ทำได้หลายหลายมากขึ้นกว่าเดิมมากทีเดียว โดยตัวเครื่องมาพร้อมกับชิป A8 และแรม 2GB ดังนั้นเรื่องการเล่นเกมก็ค่อนข้างจะหลายห่วง ลื่นๆ แน่นอน

Screen Shot 2558-12-23 at 11.32.54 PM

แอพต่างๆ ที่อยู่ใน App Store ของ Apple TV จะมีขนาด 200 MB ถ้าเกมหรือแอพไหนที่มีขนาดใหญ่ Apple จะให้ไปดาวน์โหลดข้อมูลเพิ่มจากในตัวแอพเองภายหลัง สาเหตุที่ทำแบบนี้เพื่อให้ประหยัดพื้นที่เครื่อง แทนที่จะโหลดตัวเกมทั้งหมดทีเดียวขนาดเป็น GB ในเมื่อเครื่องก็ต่อกับอินเทอร์เน็ตอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ให้ไปโหลดข้อมูลเฉพาะส่วนที่จะเล่นเพื่อประหยัดพื้นที่ก็เป็นอีกวิธีที่น่าสนใจครับ

Screen Shot 2558-12-23 at 11.33.22 PM

ผลก็คือเกมหลายเกมที่อยู่บน Apple TV จะมีขนาดที่เล็กกว่าบน iPhone อย่างเห็นได้ชัด อย่างเช่นเกม Asphalt 8 ที่บน iPhone มีขนาดถึง 1.6 GB แต่เมื่ออยู่บน Apple TV กลับมีขนาดเหลืออยู่แค่ประมาณ 100 MB เท่านั้นเอง

Screen Shot 2558-12-23 at 11.33.50 PM

เนื่องจาก tvOS มีคือฐานมาจาก iOS ที่ใช้บน iPhone/iPad ทำให้เกมในช่วงแรกนี้จะเป็นเกมที่ถูกปรับปรุงมาจากเวอร์ชั่นของ iOS ครับ กราฟฟิคของเกมจะออกมาคล้ายๆ กับที่เล่นบน iPhone/iPad เพียงแต่จะถูกปรับมาให้เข้ากับการเล่นบนจอที่มีขนาดใหญ่และใช้รีโมทในการควบคุม บางเกมถ้าหากเคยซื้อเวอร์ชั่นบน iOS แล้ว ก็สามารถดาวน์โหลดเวอร์ชั่น Apple TV มาเล่นได้เลยด้วย ไม่จำเป็นต้องซื้อใหม่

Screen Shot 2558-12-23 at 11.36.02 PM

 

 

ส่วนแอพที่มีในช่วงแรกส่วนใหญ่ในไทยจะเป็นแอพเกี่ยวกับความบันเทิงครับ อย่างที่บอกไปว่าการมีแอพก็ช่วยให้ Apple TV ทำอะไรได้มากขึ้น อย่างเช่นการที่ Apple TV ไม่สามารถเสียบ Harddisk เล่นไฟล์หนังจากข้างนอกได้ แต่พอโหลดแอพเพิ่ม เราก็สามารถโหลดแอพสำหรับเล่นไฟล์วีดีโอที่แชร์ผ่านใน Network ที่บ้านได้ ซึ่งรองรับไฟล์หลายนามสกุลเลยรวมไปถึงไฟล์อย่าง .mkv ครับ แอพสำหรับดูวีดีโอผ่าน Network มีมาให้เลือกใช้หลายตัวเลย มีทั้งฟรีและไม่ฟรี

นอกจากนี้ยังมีแอพพวกทำอาหาร, โยคะออกกำลังกาย, แอพสำหรับเด็ก หรือใครที่บ้านมีกล้องวงจรปิด Apple TV ก็มีแอพสำหรับดูภาพจากกล้องวงจรปิดผ่านบนทีวีได้ด้วยนะ

Screen Shot 2558-12-23 at 11.33.01 PM

จุดขายอีกอย่างของ Apple TV ในต่างประเทศคือมีแอพบริการดูหนัง/รายการทีวีออนไลน์อย่าง Netflix, Hulu, HBO Now, ShowTime และอื่นๆ อีกหลายเจ้าครับ ส่วนในประเทศไทยคงต้องรอดูว่าผู้ให้บริการแอพดูหนัง/ซีรี่ออนไลน์อย่าง PrimeTime, Hollywood HD, iFlix, Line TV จะทำแอพมาให้ใช้งานบน Apple TV หรือไม่ ซึ่งถึงแม้จะยังไม่มีแอพบน Apple TV โดยเฉพาะ แต่แอพเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็รองรับ AirPlay ให้สามารถส่งหนังมาเล่นที่จอทีวีผ่าน iPhone ได้ครับ พอใช้แก้ขัดไปได้ก่อน

 

ความสามารถอื่นๆ ของ Apple TV

นอกจากความสามารถหลักๆ ของ Apple TV ที่ได้เล่าไปแล้ว ก็ยังมีความสามารถเล็กๆ น้อยๆ อีกหลายอย่างที่ Apple TV รุ่นใหม่นี้สามารถทำได้ครับ เช่นสามารถเชื่อมต่อกับหูฟังบลูทูธได้ เอาไว้ฟังเพลง/ดูหนังตอนกลางคืนคนเดียวแบบไม่รบกวนใคร แถมยังมีแถบสถานะแบตเตอรี่บอกด้วย

นอกจากหูฟังบลูทูธแล้ว ยังสามารถใช้จอยบลูทูธแบบเดียวกับที่ใช้งาน iPhone มาเล่นเกมบน Apple TV ได้ด้วย น่าเสียดายที่ทีมงานไม่มีจอยบลูทูธมาลอง เล่นไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรตอนเล่นเกม

Screen Shot 2558-12-23 at 11.37.05 PM

Screen Saver ที่มากับ Apple TV ก็ไม่ธรรมดาครับ จะเป็นวีดีโอเมืองในประเทศต่างๆ ในมุมสูง ค่อนข้างสวยงามทีเดียว สามารถตั้งให้โหลดใหม่รายวัน/รายสัปดาห์/รายเดือนได้

Screen Shot 2558-12-23 at 11.37.51 PM

 

สรุปข้อดีข้อเสียของ Apple TV

หลังจากที่ได้ใช้งาน Apple TV มาเป็นเวลาเดือนกว่าๆ ได้ ส่วนตัวแล้วค่อนข้างประทับใจครับ เป็นอีกอุปกรณ์นึงที่ใช้แทบจะทุกวัน ข้อดีของ Apple TV รุ่นใหม่นี้อย่างแรกเลยคือมันเก่งขึ้นกว่ารุ่นก่อนเยอะครับ ด้วย spec เครื่องที่แรงกว่า รีโมทใหม่ที่เจ๋งกว่าเดิม มารวมกันกับระบบ tvOS อันใหม่ที่ทำออกมาให้ฉลาดขึ้น เมื่อรวมกันแล้วทำให้ Apple TV เป็นกล่อง Set Top Box ที่ค่อนข้างลงตัวอันนึงเลย ในด้านของการใช้งาน Apple TV ยังคงสไตล์เดิมของ Apple คือเน้นความลื่นไหล ทำงานได้ไว และใช้งานง่าย

โดยเฉพาะสำหรับใครที่มีอุปกรณ์ของ Apple อยู่แล้ว ค่อนข้างจะทำงานร่วมกันได้ดี อย่างการใช้ AirPlay ก็เป็นอีกหนึ่งความสามารถที่ค่อนข้างสะดวกมากในการส่งภาพ/วีดีโอไปออกจอทีวี แถมยังเปิดทีวีให้อัตโนมัติด้วย ไม่ต้องลุกไปหยิบรีโมทเลย และ Apple TV ก็สามารถใช้บริการต่างๆ ของ Apple อย่าง Apple Music, iCloud Photo Library ได้

สำหรับใครที่เป็นแฟน Apple แล้วอยากได้กล่องต่อทีวี Apple TV ไม่น่าทำให้ผิดหวังครับ

ด้าน App Store ก็เป็นจุดเด่นอีกอย่างของ Apple TV รุ่นนี้ ช่วยให้กล่อง Apple TV ทำอะไรได้หลายอย่างมากขึ้น โดยแอพส่วนใหญ่ในช่วงแรกจะเป็นแอพที่ถูกปรับปรุงมาจากเวอร์ชั่นที่อยู่บน iOS ครับ ดังนั้นหลายๆ แอพที่เคยซื้อไว้บน iPhone ก็สามารถโหลดมาใช้บน Apple TV ได้เลย ไม่จำเป็นต้องซื้อใหม่ ในตอนนี้แอพอาจจะยังไม่เยอะมากแต่ก็กำลังทะยอยกันลง Apple TV เรื่อยๆ ครับ

พูดถึงข้อดีไปแล้ว ขอพูดถึงข้อเสียกันบ้างด้วยความที่ทุกอย่างบน Apple TV รุ่นนี้มันใหม่ทั้งหมด ทำให้บางฟีเจอร์อาจจะยังไม่มี เช่นการพิมพ์ด้วยเสียง, การเลือกคีย์บอร์ดแยกกับเลือกภาษา, ไม่มี Siri ภาษาไทย, ไม่มีให้ดูวีดีโอแบบ Picture in picture ที่ซ้อนจอเหมือนกับที่ iPad สามารถทำได้ ซึ่งน่าจะต้องรออัพเดท tvOS ในเวอร์ชั่นถัดๆ ไป

และ Apple TV ในปัจจุบันยังไม่สามารถเข้าดูเว็บต่างๆ ได้ ทำให้ใครที่ดูวีดีโอผ่านเว็บอาจจะมีข้อจำกัดในตรงนี้ รวมถึงการ Log in สำหรับ Wi-Fi สาธารณะ/โรงแรม/เน็ตหอที่ต้อง Log in ผ่านหน้าเว็บก็ไม่สามารถทำได้เช่นกัน

ในส่วนของ Content ที่สามารถดูได้ในบ้านเรา จุดนี้ถือว่าค่อนข้างจะน้อยกว่าต่างประเทศพอสมควรครับ เพราะแอพอย่าง Netflix, Hulu, HBO Now พวกนี้จะไม่มีในบ้างเราเลย ส่วนแอพหนัง/ซีรี่ออนไลน์ลิขสิทธิ์ที่เปิดในไทยอย่าง PrimeTime, Hollywood HD, iFlix, Line TV กลุ่มนี้ก็ยังไม่มีแอพสำหรับ Apple TV ครับ

Update : ตอนนี้ Netflix เปิดให้บริการในประเทศไทยแล้วนะครับ

และด้วย Concept ของตัวเครื่องที่ทำออกมาเน้นทุกอย่างใช้การ Streaming ออนไลน์ ดังนั้นตัวกล่องจะไม่มีให้เสียบพวก External Harddrive ได้นะครับ และเครื่องต้องต่อกับเน็ตบ้านตลอดเวลา แต่โดยส่วนตัวคิดว่าบ้านไหนที่มีอินเทอร์เน็ต 7-10 MB ขึ้นไปก็ไม่น่าจะมีปัญหาในการใช้งานแล้ว

อีกข้อนึงคือ Apple TV รองรับการแสดงผลที่ 1080p นะครับ ยังไม่รองรับ 4k

ซื้อรุ่นไหน/ความจุเท่าไหร่ดี

สำหรับ Apple TV รุ่นที่ 4 จะแบ่งออกเป็น 2 รุ่นได้แก่รุ่น 32GB มีราคาอยู่ที่ 8,500 บาท และรุ่น 64GB มีราคาอยู่ที่ 10,900 บาท ราคาที่ขายในไทยอาจจะสูงกว่าในต่างประเทศเล็กน้อย เหตุผลมาจากราคา Apple TV ในไทยได้รวมภาษีเอาไว้แล้ว ซึ่ง Apple TV นอกจาก VAT แล้วยังมีค่าภาษีอย่างอื่นอีกด้วย ทำให้แต่ละเครื่องต้องเสียภาษีอีก 2,300 – 2,600 บาทครับ

นอกจากนี้ Apple TV รุ่นที่แล้วก็ยังคงวางขายอยู่เช่นกันในราคา 3,600 บาท ดังนั้นหลายคนน่าจะมีคำถามว่าซื้อรุ่นไหนดี??

Screen Shot 2558-12-24 at 12.26.04 AM

สำหรับ Apple TV รุ่นที่แล้ว ความสามารถหลักๆ ที่ทำได้คือสามารถใช้งาน AirPlay ได้ มี YouTube มาให้ สามารถเช่าหนังใน iTunes Store ได้, สตรีมเพลงจาก iTunes บนคอมได้ ซึ่งใครที่ต้องการจะใช้แค่ที่กล่าวมาข้างต้น Apple TV รุ่นเดิมก็ยังพอตอบโจทย์การใช้งานได้อยู่ครับ

แต่สำหรับใครที่จะซื้อมาใช้เองในห้องนั่งเล่น/ห้องนอนที่บ้าน บางทีการจ่ายเงินเพิ่มมาซื้อรุ่นที่ 4 ก็อาจจะคุ้มค่ากว่าครับ ถึงแม้ว่าราคาจะสูงกว่าเท่าตัวก็ตาม แต่ความสามารถที่เพิ่มมานั้นยิ่งกว่าเท่าตัวอีก เช่นการรองรับ Apple Music, สามารถลงแอพเพิ่มได้ รวมถึงการรองรับ tvOS รุ่นใหม่ที่จะมีความสามารถเพิ่มเติมเข้ามาในอนาคต (อย่าลืมว่า Apple TV ตัวเดิมก็อายุกว่า 3 ปีแล้วด้วยเช่นกัน)

ส่วนจะซื้อความจุเท่าไหร่ดี?? อย่างที่บอกว่ากล่องนี้เน้นการ Streaming ไม่มีการซิงค์เพลงจาก iTunes มาเก็บไว้ในเครื่อง ไม่มีโหลดหนังมาเก็บไว้ในเครื่องเช่นกัน ดังนั้น พื้นที่ส่วนใหญ่จะใช้ไปกับการลงแอพและเกม แต่ข้อดีของแอพบน Apple TV อย่างที่ได้บอกไปแล้วคือมันไม่ได้โหลดทั้งหมดมาเก็บไว้ในเครื่องทีเดียว แต่จะแบ่งเป็นส่วนๆ ตามที่เราจะใช้งาน ดังนั้นใครที่ติดภาพว่าเกมใหญ่ๆ บน iPhone มีขนาดตั้ง 2-3 GB เมื่อมาอยู่บน Apple TV บางเกมอาจจะเหลืออยู่แค่ 100-200 MB เองครับ

ดังนั้นสำหรับใครที่ไม่อยากจ่ายเงินเยอะ รุ่น 32GB ก็น่าจะเพียงพอต่อการใช้งานได้อย่างสบายๆ แล้วครับ แต่ถ้าหากราคาไม่ใช่ปัญหา จะเพิ่มส่วนต่างขึ้นมาอีก 2,400 บาทเพื่อเอารุ่น 64GB ก็ได้ครับ เพราะราคาก็ไม่ได้กระโดดจากกันมาก แถมก็ใช้งานโหลดแอพได้อย่างสบายใจไม่ต้องกลัวเครื่องเต็มกันไปเลย

สำหรับตอนนี้ (วันที่ปล่อยรีวิว) Apple TV ในไทยยังไม่ได้วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เนื่องจากรอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอนุมัติการวางขายอยู่ ใครที่อยากได้ Apple TV ในตอนนี้อาจจะต้องรอซักพักนึงก่อนครับ ^ ^

Update : ล่าสุด Apple TV วางขายทั้งใน Apple Online Store และตัวแทนจำหน่ายอย่าง iStudio แล้วครับ ราคา 8,500 – 10,900 บาทเท่ากัน ใครที่สนใจสามารถซื้อกันได้เลย

 


หากมีคำถาม หรือข้อติชมใดๆ ก็สามารถแจ้งเข้ามาได้เสมอ ทาง Facebook ของ iPhone Society หรือ Twitter ที่ @iPhone_Society ครับ ทีมงานพร้อมที่จะรับฟัง และนำไปปรับปรุงการทำงานเสมอครับ

 
Scroll